SoulmatE? หมอนี่เนี่ยนะ...เนื้อคู่ผม?

 

ฟิคเรื่องนี้เกิดมาจากความฝันในคืนหนึ่งซึ่งก็นานชาติมาแล้ว แต่ไม่มีโอกาสเขียน(ง่ายๆ คือขี้เกียจ) แต่วันนี้รู้สึกว่า ต่อเรื่องเก่าไม่ได้เลย อาจจะเป็นเพราะห่างไปนาน ไฟมันหมด ซึ่งถ้ามันจะเป็นอย่างนั้น..ไม่ดีกว่า ยังมีเรื่องอะไรเยอะแยะที่อยากเขียน ดังนั้นใครที่รอหรือทวงเรื่องเก่าๆ ผมมาต่อแน่นอน แต่ขอดึงเรื่องนี้มาแต่งกระตุ้นจินตนาการก่อนนะ เพื่อ NL ตอนจบ จะมีฉาก NC หวานๆ (หรือ SM กันแน่วะครับ) เอาน่า..ยังไงก็เพื่อ NC นั่นแหละ

 

Soulmate? หมอนี่เนี่ยนะ?..เนื้อคู่ผม!!!
THE GAZETTE  FAN-FICTION : The Prince of VampirE
PAIRING: URUKI

 

ก่อนที่จะเริ่มอ่านฟิคเรื่องนี้ คุณๆ น่าจะเริ่มทำความรู้จักกับผมก่อน ขอแนะนำตัวกันสักนิดนะครับ ผมชื่อรุกิ เป็นพระเอกของเรื่องนี้ครับ คุณอ่านไม่ผิดจริงๆ ผมนี่แหละพระเอก ฮ่าๆ และผมจะขอบอกอะไรอีกนิด ถ้าคุณคิดว่า คุณรู้จักเพลย์บอย แสบ ซ่าส์ดีพอแล้วล่ะก็ คุณอาจจะเปลี่ยนความคิดเมื่อคุณได้รู้จักผม เพราะอะไรน่ะเหรอ ไปอ่านเองเดี๋ยวก็รู้ครับ

 

Let’s Go…

บท(รัก)ที่  1 คิงข้าวหลามตัด

 

“รุกิคุงต้องไปกับไอริ” สาวน้อยร่างบอบบาง(พอๆ กับผม) ที่มีผมยาวดัดเป็นลอนอ่อนๆ พูดและดึงแขนของผมไปหาตัวเอง

 

“ไม่!! รุกิคุงต้องไปกับซายะ” สาวน้อยผมสั้นสีน้ำตาลอ่อน(ที่สูงพอๆ กับผม) อีกคนพูดขึ้นมาบ้าง ก่อนจะดึงแขนของผมอีกข้างเข้าไปหาตัวเอง

 

“กับไอริต่างหาก”

 

“กับซายะย่ะ” ผมที่ยืนอยู่ตรงกลางได้แต่มองหน้าคนนั้นที คนนี้ทีอย่างปวดหัว ‘ทำไมจะต้องมาเจอกันตอนนี้ด้วยวะ’ และระหว่างที่ผมกำลังยืนเครียดกับสถานการศึกชิงนาย ทั้งสองสาวก็ยังไม่เลิกยื้อยุดฉุดแขนผมเหมือนชะนีแย่งกล้วย ซึ่งคาดว่าถ้ายังปล่อยให้เป็นอย่างนี้อีกสักห้านาทีละก็ แขนผมคงยาวลากพื้นเป็นแน่แท้

 

“หยุด!! ทั้งคู่เลย แขนฉันจะหลุดอยู่แล้วนะ ก็เดินไปด้วยกันสามคนมันจะตายรึไงพวกเธอเนี่ย” ผมโวยวายบ้างพลางพยายามดึงแขนตัวเองออกจากการเกาะกุมของแม่สองสาว ซึ่งจะเรียกว่าแฟนก็อาจจะไม่เต็มปากนัก เพราะฟันธงได้ว่าอีกไม่เกินหนึ่งเดือนเราจะต้องเลิกกันชัวร์ แต่เหตุผลจะเป็นเพราะผมทนเธอๆ ไม่ได้ หรือเพราะความเจ้าชู้ของผมจนพวกเธอๆ ทนไม่ได้ อันนี้ก็ต้องว่ากันอีกเรื่อง

 

“ไม่ได้ รุกิคุงต้องเลือก ถ้าเลือกไอริ ต้องไม่มียัยนี่” สาวสวยผมยาวบอกผม

 

“ถ้าเลือกซายะก็ต้องไม่มียัยนี่เหมือนกัน เชอะ” พูดจบทั้งสองคนก็สะบัดหน้าใส่กันทันที โอ๊ยยย ผมละกลุ้มใจ ทำไมความหล่อของผมมันต้องทำร้ายตัวเองขนาดนี้วะครับ

 

“งั้น..ฉันไม่เลือกใครเลยละกัน” ผมพูดจบก็ใช้จังหวะที่ทั้งสองคนหันไปคนละทางเผ่นออกมาจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว จะว่าเพราะตัวเล็กน้ำหนักน้อยแบบผมทำให้วิ่งไวอาจจะเป็นข้อดีก็ได้ ถึงผมจะไม่ค่อยปลื้มสักเท่าไหร่ก็เถอะ แต่ในสถานการแบบนี้ และในสถานการฉุกเฉินฝ่าดงตีนในบางที วิชาตัวเบาก็ช่วยผมได้เยอะอยู่พอสมควร ตัวเล็กๆ บางๆ นี่ก็ดีไปอย่าง ถึงมันจะดูไม่ค่อยแมน แต่ถ้าทำให้หน้าหล่อๆ ของผมรอดพ้นจากการรุมยำตีน ผมว่ามันคุ้มมาก

 

หันหลังกลับไปมองเล็กน้อยก็พบว่าทั้งสองคนยังคงวิ่งตามมา นั่นทำให้ผมเร่งฝีเท้าสุดชีวิต ก่อนจะมาหลบที่มุมตึกคณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรัฐชื่อดัง คือเรื่องของเรื่องผมเรียนอยู่ที่นี่น่ะ แล้ววันนี้มันมีงานประจำปีของมหาวิทยาลัย ผมเลยมาเดินเลียบๆ เคียงๆ เผื่อเจอสาวสวยตามประสาหนุ่มหน้าตาดีอะไรทำนองนั้นแหละครับ

 

“อ้าวรุกิ นายวิ่งหนีใครมาวะ ไหนว่าจะไปหลีสาว?” เสียงคุ้นหูทักขึ้นข้างหลังผม และมีมือมาวางที่ไหล่ทำให้ผมสะดุ้งเฮือก พลางหันไปมอง นี่ถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิทพ่อจะเตะมันสักป้าบ มาเงียบๆ ตกใจหมด ไอ้หน้าหล่อที่ชอบเอาผ้ามาปิดหน้านี่คือเพื่อนผมเองครับ ชื่อเรตะ ถามว่าหล่อไหม มันก็หล่อนะ แต่แน่นอนว่า..น้อยกว่าผม ฮ่าๆ

 

“เพราะไปหลีสาวนะสิถึงได้ซวยแบบนี้” ผมบอกพลางหยุดหอบหายใจยาวๆ เหนื่อยชิบครับ

 

“ฉันกำลังจะได้เบอร์สาว ม.ปลายโรงเรียนสตรีซากุระโนะอยู่แล้วเชียว แต่ไม่รู้ว่าไอริกับซายะโผล่มาจากไหน แถมมาเจอพร้อมกันอีก ดึงจนแขนฉันจะยาวเป็นลิงชิมแปนซีอยู่แล้วเนี่ย” ผมอธิบายพลางยื่นแขนที่มีรอยบีบจนแดงทั้งสองข้างโชว์เพื่อน

 

“ฮ่าๆ ก็บอกนายแล้วว่าให้คบทีละคน แล้วแบบนี้สาวๆ เค้าไม่โกรธนายแย่เหรอ” เรตะถามผมหลังจากที่หัวเราะจนสะใจแล้ว ชิ ไอ้เพื่อนเลวดีเด่น

 

“เออ อยากให้โกรธว่ะ กำลังคิดว่าจะเลิกอยู่พอดี ใหม่ๆ แม่งโคตรน่ารัก ผ่านไปเดือนเดียว จากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ทั้งขี้หึง ขี้งอน ขี้วีน นางฟ้าของฉันหายไปหมดแล้ว” ผมบ่นจนเพื่อนสนิทหัวเราะอีกรอบ ก่อนจะร้องขึ้นมาอย่างตกใจ

 

“เฮ๊ย!! มาโน่นแล้ว” เมื่อสิ้นเสียงเพื่อนผมก็ไม่รีรอให้เสียเวลา เริ่มต้นเผ่นแน่บอีกรอบโดยไม่ฟังเสียง วิ่งไปเจอซุ้มอะไรสักอย่างข้างตึกคณะวิทยาศาสตร์ ซุ้มนั้นคลุมด้วยผ้าสักหลาดสีดำทั้งซุ้ม แถมมีหินสีแปลกๆ ห้อยเป็นม่านประตูรองจากม่านสีดำอีกชั้น  ‘แลดูน่าหลบซ่อน’ และทันทีที่ความคิดสิ้นสุด ผมก็พุ่งเข้าไปอย่างด่วน

.

.

.

“เชิญนั่งก่อนสิหนุ่มน้อย” เสียงจากผู้ชายที่นั่งอยู่ด้านในเอ่ยเชิญชวนให้ผมนั่งลงตรงหน้า ซึ่งมีโต๊ะกลมๆ ปูด้วยผ้าสักหลาดสีดำเช่นกัน บนโต๊ะตรงกลางมีลูกแก้วกลมๆ ใสๆ ภายในเหมือนมีน้ำอยู่ วางอยู่ในพานซึ่งแน่นอนว่ามันปูด้วยผ้าสีดำ ถัดไปอีกหน่อยมีกองอะไรสักอย่างที่ผมเดาว่าน่าจะเป็นไพ่ แม้มันจะดูใหญ่เกินกว่าไพ่ที่ผมไปเล่นตามคาสิโนอยู่สักหน่อยก็เถอะ และอย่าให้ผมต้องบอกอีกเลยว่าผู้ชายที่เรียกผมก็ใส่ชุดคลุมยาวสีดำ มีฮู๊ดคลุมหัวด้วย ดูคล้ายพ่อมดยังไงยังงั้นเลยแฮะ จะว่าไปผมว่าพี่แกหน้าคุ้นๆ อยู่เหมือนกันนะ แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน เอ๊ะ หรืออาจจะหน้าโหลก็ได้ ไม่คิดอะไรมากผมนั่งลงอย่างใจง่าย และเอากระเป๋าขึ้นมาวางบนโต๊ะข้างที่ว่างอยู่

 

“ยินดีต้อนรับสู่ซุ้มพยากรณ์  เธออยากรู้เรื่องอะไรล่ะ” จบคำถามของเจ้าของสถานที่ ผมก็อ้ำอึ้งเล็กน้อย คือจะบอกว่ายังไงดีล่ะ กุไม่ได้เข้ามาดูหมอ กุแค่มาหาที่หลบภัยความหล่อ

 

“เอ่อ..ผมแค่” ผมยังพูดไม่ทันจบ ผู้ชายตรงหน้าก็ยิ้มสวยส่งมาให้ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ผมขนลุกขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

 

“ไม่ต้องห่วง ตอนนี้สองสาวนั่นหาเธอไม่เจอหรอก พักให้หายเหนื่อยแล้วค่อยคิดก็ได้ว่าอยากรู้เรื่องอะไร” จบคำผมก็อ้าปากค้าง ผมไม่ได้เหนื่อยจนเบลอ หรือหลับในจนละเมอพูดออกไปว่าผมถูกไอริกับซายะตามตัวอยู่จริงๆ ใช่ไหม  แล้ว..เค้ารู้ได้ไงอ่ะ

 

“หึหึ” ผู้ชายตรงหน้าหัวเราะเบาๆ ราวกับว่าอ่านใจผมออก หรือล่วงรู้ความคิดผมยังไงยังงั้น ง่า..ผมจะตุ๊ดไปไหมถ้าจะบอกว่า ผมกลัวว่ะครับ

 

“ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันก็แค่คนธรรมดาเท่านั้น” โอ๊ย..ยิ่งพูดแบบนี้ใครจะไปเชื่อลงครับคุณพี่ แล้วผมก็มองคนตรงหน้าอย่างไม่ค่อยจะไว้ใจสักเท่าไหร่

 

“น้ำสักหน่อยไหม” คุณพ่อมดหน้าหล่อบอกและเดินไปหยิบชาเขียวพร้อมดื่มเย็นๆ มาส่งให้ผม ถึงน่ากลัวไปหน่อย แต่ท่าทางไม่น่าจะเป็นอะไรหรอก อีกอย่างผมก็คอแห้งมากเลยด้วย เลยขอบคุณเค้าไปและรับมาเปิดดื่มทันที

 

“คิดออกหรือยังว่าอยากรู้เรื่องอะไร”

 

“เอ่อ..” ผมทำท่าคิดอยู่พักใหญ่ เรื่องเงินทองนี่ไม่ต้องถามก็ได้มั้ง เพราะที่บ้านผมก็จัดได้ว่ามีอันจะกินพอสมควร เรื่องสุขภาพ ผมคิดว่าผมแข็งแรงดีเพราะวิ่ง 4 x 100 เมตรหนีมาจนเหนื่อยขนาดนี้ยังไม่หมดแรงตายง่ายๆ เลย แล้วจะถามเรื่องอะไรดีวะครับ

 

“งั้นเรื่องเนื้อคู่เป็นยังไง” ผู้ชายยิ้มสวยตรงหน้าเสนอให้ผมเสร็จสรรพ

 

“ก็ได้ครับ” ผมตอบไม่เต็มเสียงนัก ไหนๆ เค้าอุตส่าห์ให้ที่หลบ ช่วยกันทำมาหากินหน่อยแล้วกัน

 

“ลองแตะที่ลูกแก้วหน่อยสิ มือข้างซ้ายนะ” พ่อมดหนุ่มหล่อบอกผม เมื่อเห็นว่าผมยื่นมือขวาเข้าไป ทำเอาผมชักมือกลับแทบไม่ทัน

 

“หืม..จริงเหรอเนี่ย?” คุณพ่อมดจ้องไปที่ลูกแก้วก่อนจะพึมพำเบาๆ แล้วยิ้มน้อยๆ นี่ถ้าเป็นผู้หญิงผมจะลงไปนอนละลายตรงนี้ให้มันรู้แล้วรู้รอด ผู้ชายบ้าอะไรวะ ยิ้มสวยโคตร

 

“ตั้งแต่ทำนายมาเป็นสิบปี ฉันไม่เคยลังเลอะไรเท่านี้มาก่อนจริงๆ ให้ตายสิ” ผู้ชายตรงหน้าพูดพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี ทั้งที่คำพูดเค้ามันน่าจะเข้ากับอารมณ์หงุดหงิดอะไรแบบนี้มากกว่าไม่ใช่เหรอ ก่อนที่คุณพี่เค้าจะเดินไปตรงลิ้นชักที่ตู้ด้านหลัง หยิบกล่องไพ่ธรรมด๊าธรรมดาออกมาส่งให้ผม

 

“เพื่อให้แน่ใจว่าฉันไม่พลาดจริงๆ เธอลองสับไพ่สำรับนี้หน่อย แล้วส่งมาให้ฉัน สับไพ่ด้วยมือซ้ายเท่าอายุ” เมื่อคุณพ่อมดพูดอย่างนั้นผมก็รับไพ่สำรับนั้นมา อ่อ..อันนี้ไพ่ธรรมดาแฮะ แต่ใหม่ปิ๊งเลยอ่ะ คาดว่ายังไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน ผมสับไพ่ไปก็นับในใจไปตามจำนวนอายุของตัวเอง เมื่อครบก็ส่งให้คนที่นั่งมองอย่างใจเย็นอยู่ตรงหน้า คุณพ่อมดรับไปและแผ่ให้วางเรียงกันอย่างสวยงาม ถ้าบอกว่าเฮียแกเคยอยู่ในคาสิโนมาก่อนผมเชื่อเลยนะเนี่ย เป๊ะเว่อร์

 

“เลือกมาใบนึงสิ” สิ้นเสียงผมก็หยิบไพ่ออกมา 1 ใบ ล่อมันใบบนสุดนี่แหละ ง่ายดี คุณพ่อมดรับไพ่ไปหงายดู ก่อนจะยิ้มออกมาราวกับว่าได้ของถูกใจยังไงยังงั้น

 

“อืม..คงใช่แล้วล่ะ” พี่แกเล่นพูดคนเดียวมานานแล้ว ผมก็อดสงสัยไม่ได้ เลยถามออกไปมั่ง

 

“มีอะไรหรือครับ”

 

“เธอกำลังจะเจอเนื้อคู่เร็วๆ นี้” คุณพ่อมดบอก ก่อนจะหันหน้าไพ่ใบนั้นขึ้นมาให้ผมได้เห็นด้วย อะไรกัน..ก็แค่คิงข้าวหลามตัดธรรมดาเองนี่นา

 

“เนื้อคู่? คิงข้าวหลามตัดเนี่ยนะ?” ผมถามเสียงดังขึ้นเล็กน้อยอย่างลืมตัว

 

“ใช่ คิงข้าวหลามตัดนี่แหละเนื้อคู่เธอ” ผู้ชายตรงหน้ายังคงยิ้มและตอบผมอย่างอารมณ์ดี

 

“แต่คิง นี่มันน่าจะแทนผู้ชายไม่ใช่เหรอครับ”

 

“ฉันก็ไม่ได้บอกนี่ ว่าเนื้อคู่เธอเป็นผู้หญิง” จบคำผมยิ่งงงหนัก สรุปว่าผมถามกำกวม หรือเฮียแกตอบไม่เคลียร์วะครับ

 

“เธออยู่ต่อไม่ได้แล้วนะ ออกข้างหลังก็ได้” ขณะที่ผมยังนั่งใช้ความคิดอยู่นั้น คุณพ่อมดก็พูดขึ้นมาอย่างใจเย็น และเดินไปเปิดม่านตรงด้านหลังเหมือนจะเชิญผมออกยังไงยังงั้น

 

“คนที่เธอหนีอยู่ กำลังจะมาถึงแล้วนะสิ  ถ้าไม่อยากเจอละก็..” พอได้ยินอย่างนั้นแหละ เฮียเค้าพูดไม่ทันจบผมก็คว้ากระเป๋าตัวเองแล้วเผ่นอีกรอบ และเมื่อไปแอบดูอยู่ตรงมุมตึกคณะวิทย์อีกฝั่งก็เห็นว่าสองสาวนั่นเดินมาที่ซุ้มจริงๆ ด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยตัวเองไม่เชื่อจริงๆ เลยนะเรื่องแบบนี้ และเมื่อความตั้งใจล้มเหลว ผมอยู่ต่อไปก็เท่านั้น อีกอย่างตอนนี้ก็ไม่มีเรียนด้วย สู้กลับห้องนอนดีกว่า

 

ระหว่างขึ้นรถกลับบ้านก็โทรหาเพื่อนเรตะไปด้วย ไม่ใช่อะไรครับ วันเสาร์แห่งชาติทั้งที มันก็ต้องฉลองกันบ้างอะไรบ้าง นัดกันร้านเดิมตอนสองทุ่ม แต่ว่าเมื่อดูนาฬิกาที่ข้อมือตอนนี้พึ่งบ่ายแก่ๆ มีเวลานอนอีกสามชั่วโมงกว่า ช่างเป็นวันเสาร์ที่มีค่าจริงๆ ให้ตายเหอะ

 

กลับถึงบ้านผมก็นอนคิดเรื่องที่คุณพ่อมดหน้าหล่อคนนั้นทายทักมา  จะว่าไม่เชื่ออะไรแบบนี้ก็ใช่อยู่หรอก แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ผมเริ่มเอนเอียงมาเชื่อนิดหน่อยก็เพราะดูเหมือนว่า ผู้ชายคนนั้นเค้าจะล่วงรู้ความรู้สึกนึกคิดของผมเข้านี่สิ หรือถ้าจะบังเอิญถึงขนาดรู้ว่าผมหนีใครมาก็ดูจะโคตรบังเอิญเกินไปแล้ว

 

ว่าแต่ไอ้ประโยคที่ว่า ‘ฉันก็ไม่ได้บอกนี่ ว่าเนื้อคู่เธอเป็นผู้หญิง’  นี่ไม่ว่าจะคิดตามยังไง หรือคนฟังจะโง่แค่ไหน มันก็น่าจะแปลออกละนะว่าหมายถึง ‘ผู้ชาย’ ห๊า..อย่าบอกว่าผมจะได้เมียเป็นกะเทยนะ No No No No No!!!!!!!!!!!!!!!!!

.

.

.

“ไงล่ะ ดูท่าทางเหนื่อยๆ นะ” เรตะทักผมทันทีที่ผมเดินมาถึงโต๊ะเดิมที่เราคุ้นเคยกันดี ผมก็ว่าผมไวแล้ว หมอนี่มันไวกว่าผมจริงๆ ให้ตายเหอะ

 

“อือ..นิดหน่อย” ผมตอบเบาๆ ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามเพื่อนสนิท และหยิบเบียร์เย็นๆ ที่อีกฝ่ายส่งให้ยกซดทีเดียวครึ่งแก้ว

 

“หืม..หน้าตาไม่สบายจริงๆ นะเนี่ย เป็นอะไรรึเปล่ารุกิ” เพื่อนผมยังไม่เลิกซัก เมื่อรู้สึกว่าผมเงียบเกินไปจนผิดวิสัย

 

“นายจำวันนี้ตอนที่ฉันวิ่งหนีไอริกับซายะได้หรือเปล่า”

 

“แล้ว?”

 

“แล้วฉันบังเอิญวิ่งเข้าไปหลบที่ซุ้มพยากรณ์ แล้วคุณหมอดูเค้าก็บอกมาว่าฉันกำลังจะเจอเนื้อคู่” ผมพูดจบก็ยกเบียร์ขึ้นดื่มอีกรอบ จนคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามฮาครืน

 

“อะไร ที่แท้กลุ้มใจเพราะชีวิตเพลย์บอยจะโดนบ่วงมาผูกมัดว่างั้นเถอะ”

 

“นั่นก็มีส่วน ฉันยังใช้ชีวิตไม่คุ้มเลยนะเว้ย อายุก็พึ่งจะยี่สิบ แฟนก็ยังมีไม่ถึงห้าสิบคนเลย ยังเที่ยวไม่รอบโลกเลยด้วยซ้ำ จะให้รีบมีเมียตอนนี้เนี่ยนะ ไม่ไหวละ”

 

“นี่เรียกว่าแค่มีส่วนจริงๆ เหรอ นี่มันครอบคลุมทั้งชีวิตของนายเลยนะนั่นน่ะ” เรตะที่ฟังผมสาธยายจนจบอดแขวะเบาๆ ไม่ได้

 

“เออ นี่น่ะแค่ส่วนหนึ่ง ที่ฉันกลุ้มจริงๆ มันส่วนที่คุณพ่อมดคนนั้นพูดมากกว่า”

 

“แล้วคุณพ่อมดของนายเค้าพูดว่าอะไรล่ะ”

 

“เค้าบอกว่า ‘ฉันก็ไม่ได้บอกนี่ ว่าเนื้อคู่เธอเป็นผู้หญิง’ ว่ะ” ช่วงที่พูดประโยคที่ยังฝังอยู่ในหัวผมมาจนถึงตอนนี้ ผมพยายามเก๊กเสียงให้ห้าวกว่าปกติ พร้อมกับทำท่าทางขึงขังเล็กๆ ทำเอาเพื่อนซี้ฮากระจายอีกรอบ

 

“ทำไมเค้าถึงพูดอย่างนั้น นายไปถามอะไรเค้าเหรอ”

 

“ก็ไม่ได้อะไรมาก พอดีเค้าให้ฉันจับลูกแก้วใหญ่ๆ ใสๆ พอฉันจับเค้าก็บอกว่าลังเล เลยเอาไพ่มาให้ฉันสับแล้วเลือกไปให้เฮียแกใบนึง พอฉันส่งให้แกก็บอกว่า ไพ่ใบนั้นเนื้อคู่ฉัน”

 

“มันอาจจะเป็นศาสตร์เฉพาะทางของเค้าที่สามารถเข้าใจได้เฉพาะพวกเดียวกันก็ได้”

 

“แต่ใบที่ฉันเลือกมาคือ คิงข้าวหลามตัดนะ คิงมันต้องแทนผู้ชายไม่ใช่เหรอ”

 

“อืม นั่นสิ ก็เป็นไปได้”

 

“ใช่ไหมล่ะ ฉันก็เลยถามคุณพ่อมดแกไปว่า คิงมันแทนผู้ชายไม่ใช่เหรอ เค้าถึงได้ตอบมาอย่างที่ฉันบอกนายไง”

 

“อย่าบอกนะ ว่านายจะได้ผู้ชายเป็นสามีอ่ะ” จบคำของเรตะผมก็สำลักเบียร์ทันที ทำไมไอ้หมอนี่มันจะต้องคิดแบบนี้ตลอดๆ เลยวะครับ ผมไม่ใช่ตุ๊ด ไม่ใช่เกย์นะ

 

“จะบ้าเรอะ แทนที่จะคิดว่าฉันจะมีผัวเนี่ย ทำไมนายไม่คิดว่าฉันจะได้กะเทยสวยๆ มาเป็นแฟนอะไรอย่างนี้วะ”

 

“ก็ฉันคิดว่าหน้าตาแบบนายเหมาะจะมีผัวมากกว่าเมียนะสิ” ไอ้คุณเพื่อนผมพูดพลางฮาอีกรอบ มันน่าเตะจริงๆ นะ

 

“โหย ไม่เคยมีวันไหนที่อยากเตะเพื่อนเท่าวันนี้มาก่อนเลยจริงๆ ว่ะ” ผมบอกและตวัดหางตาใส่อย่างเคืองๆ (แบบนี้รู้สึกผู้หญิงเค้าจะชอบทำกันนะกี้)

 

“เอาน่าอย่าเครียดไปเลย แฟนสาวนายเยอะขนาดนี้ ฉันว่ามันต้องมีสักคนสิน่าที่เอานายอยู่”

 

“เออ ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ จะไม่คิดมากเลย ถ้าฉันไม่ได้เจออะไรแปลกๆ มา”

 

“หืม?”            

 

“ก็ตอนที่ฉันวิ่งหลงเข้าไปน่ะ คุณพ่อมดเค้าบอกกับฉันว่า สองคนที่ตามฉันอยู่จะหาฉันไม่เจอในตอนนั้น แต่พอเค้าทำนายจบปุ๊บก็รีไล่ฉันออกทางด้านหลังทันทีเลย บอกว่าไอริกับซายะกำลังมาทางนี้ ทีแรกฉันก็ไม่ค่อยอยากเชื่อหรอก แต่พอไปแอบดูตรงมุมตึกคณะวิทย์ สองคนนั่นไปที่ซุ้มพยากรณ์จริงๆ ด้วย แบบนี้จะไม่ให้สยองได้ยังไง” ผมร่ายยาว จนคนฟังขมวดคิ้วตามไปด้วย

 

“ก็น่ากลัวจริงๆ นั่นแหละนะ แต่..ฉันว่านายอย่าพึ่งไปคิดมากเลย กินๆ เข้าไป เมาแล้วจะได้กลับไปนอนหลับให้สบายไม่ต้องฟุ้งซ่านกังวลว่าจะได้มีผัวผู้ชาย หรือเมียกะเทย ฮ่าๆ ”

 

“เออ..ขอบใจนะ” ผมประชดเพื่อนตัวเองอีกครั้งก่อนที่เราจะยกแก้วชนกัน

 

เราสองคนดื่มและนั่งคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้กันต่อ เหมือนกับว่าไม่ได้คุยกันมาสักสิบปีทั้งที่เจอหน้ากันหกวันในหนึ่งสัปดาห์ ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับ ซึ่งถึงตอนนี้เราก็เริ่มจะเมากันทั้งคู่

 

“ฉันไปส่งเปล่า” เรตะถามผมเมื่อเดินออกมาจากร้าน

 

“ไม่ต้องอ่ะ นายกลับไปนอนเถอะ เดี๋ยวฉันนั่งแท็กซี่กลับเอง ไม่เมาเท่าไหร่ ขับรถดีๆ ล่ะ”

 

“โอเค วันจันทร์เจอกัน” เมื่อเพื่อนพูดจบเราสองคนก็แยกย้ายกันที่หน้าร้าน โดยที่เรตะเดินไปยังรถของตัวเอง ส่วนผมก็เดินออกมาโบกแท็กซี่กลับห้องตัวเอง ซึ่งอยู่ไกลออกไปไม่มากนัก

.

.

.

กลับถึงห้องผมก็โยนกระเป๋าสะพายลงบนโต๊ะ และทิ้งตัวลงนอนโซฟาตัวโปรด ที่ชอบมานอนคุยโทรศัพท์ หรืออ่านหนังสือประจำ แต่พอตะแคงตัวไปคว้าหมอนมากอดก็เห็นว่ามีบางอย่างกระเด็นออกมานอกกระเป๋าสะพายของตัวเอง’

 

“มาได้ไงเนี่ย” ผมพูดกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะหยิบไพ่คิงข้าวหลามตัดใบนั้นขึ้นมาดู น่าจะได้มาจากซุ้มหมอดูแน่นอน เพราะที่ญี่ปุ่นผมไม่เคยเข้าบ่อน หรือไปเล่นไพ่ที่ไหน จะเอาไปคืนเค้าก็คงไม่อยู่แล้วล่ะมั้ง เมื่อพลิกข้อมือดูนาฬิกาก็พบว่า นี่มันเที่ยงคืนกว่าแล้ว

 

“ป่านนี้แล้วเหรอ พรุ่งนี้ถึงเข้าไปมหาลัยก็ไม่เจออยู่ดี อีกอย่างใช่เด็กที่มหาลัยหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถึงใช่ก็ไม่รู้ว่าอยู่คณะไหนอีกนั่นแหละ งั้น..ขอเก็บไว้จนกว่าจะบังเอิญเจอกันอีกทีค่อยคืนก็แล้วกัน” จากนั้นผมก็หลับตาลง คืนนี้คงไม่ฝันอะไรถึงเรื่องแปลกๆ วันนี้หรอกนะ

 

2  Be  Con..

 

ในที่สุด ตอนที่หนึ่งก็ผ่านไปแบบต้นชิว ปลายชืด เหอะๆ

ตอนต่อไป คาดว่าอีกไม่นานได้ลง เพราะจะปั่นเรื่องนี้ให้จบทีเดียวเลยโดยไม่ข้องแวะเรื่องไหน

แล้วก็จะกลับมาต่อเรื่องที่ดองๆ ไว้

ถ้ามีใครหลงเข้ามาอ่าน ผมก็ขอฝากฟิคของพระเอกรุกิไว้ด้วยนะครับ ฮ่าๆ (หัวเราะอย่างสะใจสุดฤทธิ์)

ตอนต่อไปมีชื่อว่า คนที่ 9

คนที่ 9 คือใคร เกี่ยวข้องยังไงกับเรื่องนี้ ก็..รออีกนิดครับ

Comment

Comment:

Tweet

ชอบ ชอบบ รีบมาต่อนะ^^confused smile confused smile confused smile

#1 By pp (103.7.57.18|124.121.71.89) on 2012-07-22 16:41