วันที่ห้าของการเดินทาง

 

ตื่นตอนเช้า วันนี้เหมือนพี่หลีรู้ว่าน้องคงยังไม่ได้สติ พี่หลีเลยอาบน้ำก่อน อิฟางก็นั่งระลึกชาติอยู่บนเตียงสักพัก หันไปมองที่นอน ลืมกอดหมอน - - ดีที่มึนจึงนอนหลับ เพราะติดหมอนข้างอย่างรุ่นแรงอ่ะนะ พี่หลีออกมาจากห้องน้ำอินี่ก็เดินเข้าไปอาบต่อ พอจะถอดเสื้อถึงได้รู้ความจริงว่า

 

เมื่อคืนกุใส่เสื้อกลับตะเข็บนอนทั้งคืน - -“ เอ่อ....หรือว่าจะไม่ใช่มึนธรรมดา งานนี้น่าจะเรียกว่าเมาได้แล้วนะ แหม...อย่างน้อยก็ตื่น 6 โมงเช้าละน่า อาบน้ำเสร็จก็แพ็กกระเป๋าไปวางไว้นอกห้อง รอพี่เบลมายก ส่วนอิฟางก็ซดโอวัลตินร้อนๆ ให้สดใส เพราะถ้าไม่ได้อะไรร้อนๆ กุกลับคารถแหง จากนั้นพาสมาชิกเดินทางกลับเมืองกุ้ยหลิน

 

ชาวเราบ่นว่าร้อนๆ กันมาหลายวัน วันสุดท้ายนี้แหละหนาวกันสะใจ รู้สึกจะ 13 องศาพะย่ะค่ะ หึหึ เสื้อแขนยาว ผ้าพันคอ เสื้อกันหนาว ใครมีอะไรก็งัดออกมาซะ อิฟางก็จัดเต็ม เสื้อ 3 ชั้น ผ้าพันคอ อุ่นมาก ชาวต่างชาติที่ไปเที่ยวบริเวณนั้น และคนจีนบางคนก็มอง แต่กุแคร์ไหม ไม่อ่ะ กุหนาวอ่ะ

 

ระหว่างทางแวะร้านผ้าเยื่อไผ่ ฟังบรรยายสรรพคุณและให้สมาชิกเลือกซื้อสินค้าตามอัธยาศัย ก่อนจะเดินทางถึงกุ้ยหลิน ไปสวนชวนซานชมถ้ำทะลุ งานนี้ทางสั้นๆ เดินแค่ประมาณ 35-40 กว่านาทีก็ออกแล้ว แต่ว่าตรงช่วงไหนที่เดินผ่านไปแล้วเค้าจะปิดไฟภายในถ้ำ ข้างหลังน่ากลัวมาก หินงอกหินย้อยในถ้ำนี้ก็สวยงาม อิฟางถ่ายรูปมาเยอะพอสมควร แต่ว่า มือสั่นมากอ่ะ ชอบกล้องหนักๆ มากกว่า ไปเที่ยวนี้ถ่ายสั่นเกือบทุกรูป มีสัก 5% ที่ออกมาไม่สั่น นอกนั้น 95% สั่นหมด -*- อะไรเนี่ย

 

จากนั้นก็ทานอาหารกลางวัน แวะร้านบัวหิมะ นี่ละไฮไลท์ร้านช้อปปิ้งรัฐบาลที่ชาวเราเฝ้ารอ เพราะเป็นยาที่มีชื่อเสียงมาก แช่เท้า นวดเท้า ซื้อของกันจนพอใจ ก็พาไปถ่ายรูปกับเจดีย์เงิน เจดีย์ทอง ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับถนนคนเดิน และถนนใต้ดินซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้าวัยรุ่นเลยละ บอกว่าที่เจดีย์มันติดน้ำ หนาวม๊ากกกก ลมพัดทียะเยือกสุดๆ อ่ะ

 

และที่นี่เองที่กุได้รู้ความหมายของ ไอ้สัญลักษณ์ โอเค ของกุ ว่ามันคือ จำนวนเลข 3 ภาษามือของชาวจีนเค้าละ

 

1  ชูนิ้วชี้

2  ชูนิ้วชี้กับนิ้วกลาง

3  เก็บนิ้วชี้กับนิ้วโป้ง ปล่อยนิ้วกลาง นาง ก้อย ออกมา โอเค...นั่นแหละ - - (บ้านเราจะเก็บนิ้วโป้งกับนิ้วก้อยใช่ไหมล่ะ)

4  ก็เก็บนิ้วโป้งเข้าไป เหลือ 4 นิ้วชูขึ้นมา

5  ก็กางไปเลย 5 นิ้ว

6  คาราบาวแดง มะช่าย ชูนิ้วโป้งกับนิ้วก้อย หดนิ้วขี้ กลาง นาง ลงไป หรือก็คาราบาวแดงอย่างว่านั่นแหละ

7  น่าจะเคยทำกัน แบบนิ้วโป้ง กับนิ้วชี้ที่เคยเอามาแอ๊คไว้ใต้คาง ทำเท่ถ่ายรูปน่ะ แต่เราใช้คว่ำลงนะ มันจะกลายเป็นเลข 7

8  นี่ก็ไม่ยาก ท่าเดิมจาก 7 แต่หงายขึ้น (เค้าทำไมเข้าใจว่าเป้น 8 ก็งงเหมือนกัน แต่เอาเถอะ ยังไงมันก็คือ 8)

9  กำมือ ชูนิ้วชี้ขึ้นมา และงอนิ้วลงให้มันงอๆ แทนเลข 9 ละ

10  นี่ใช้ นิ้วชี้ทั้งสองข้าง มาทำเครื่องหมายบวกกัน นั่นคือ 10

 

ทั้งหมดนี่ไกด์ท้องถิ่นสอนมา เพื่อเอาไว้ใช้เวลาซื้อของ ต่อราคาของ -*- คุณพี่สมุทรครับ แล้วทำไมไม่สอนตั้งแต่วันแรก นี่มันวันสุดท้ายแล้ววววว

 

ปล่อยซื้อของตามอัธยาศัย นัดเจอกันอีกที 18.00 น. ขอซึ่งอิฟางไปเดินกับพี่หลีก่อน จากนั้นด้วยความอยากไปถนนใต้ดิน แต่พี่หลีไม่ไปแล้ว เลยขอไปคนเดียว พี่เค้าก็ว่ากลัวจะหลง แต่อิฟางสัญญาเป็นมั่นเหมาะว่า ถึงจะหลงแต่ก็จะกลับมาให้ทัน 18.00 น. แน่นอน พี่เค้าก็บอกทาง และอินี่ก็จ้ำไป มีเวลา 1 ชั่วโมงเพื่อตามล่ารองเท้า ลองทายกันดูสิ จะได้กลับมาไหม หึหึ

 

อยากจะบอกว่าของราคาถูกกว่าที่เมืองไทยพอสมควร(คุณภาพก็....ว่ากันอีกเรื่อง ดูดีๆ ละกัน) ซึ่งถ้าขาช้อปไปนี่ อาจจะซื้อจนไม่มีกระเป๋าขนกลับอ่ะ

 

อินี่ก็เข้าไป พูดก็ไม่ได้ เปรี้ยวอีก..เดินคนเดียวคร่า - - บางอย่างที่มีป้ายบอกก็ชี้ไปที่ป้ายและมองหน้าแม่ค้า แม่ค้าก็พยักหน้าแล้วยิ้มให้ กุไม่พูดอะไร ไม่ถามอะไร(เพราะกุพูดไม่ได้) ยิ้มให้อย่างเดียว และก็นั่งลองสวมรองเท้า ทีนี้แหละติดปัญหา ไปลองรองเท้าผ้าใบ ซึ่งกุอยากได้ไซส์ 36 แล้วจะบอกยังไง แม่ค้ามองหน้ายิ้มให้แล้วหยิบเครื่องคิดเลขมาตรงหน้ากุ แล้วก็ทำภาษามือพร้อมกับพูดภาษาจีนของแกนั่นแหละ แต่เข้าใจได้ว่า จะเอาไซส์ใหญ่กว่านี้ หรือเล็กกว่านี้ ให้กดเลขมา อินี่ก็อ๋อ....ยิ้มและกดเลข 36 แม่ค้าใจดีพยักหน้าหงึกๆ และเดินไปหารองเท้าให้กุ

 

ส่วนลูกค้าชาวจีนสองคนเป็นแฟนกันก็มองกุแล้วนินทา ประมาณว่าอินี่มันมาจากไหน กุฟังไม่รู้เรื่องจริง แต่กุเซนส์ดีนะเฟ๊ย เลยหันไปยิ้มให้แล้วตอบไปว่า

“เป็นคนไทยค่ะ” ภาษาไทย ทีนี้จีนงงละ

“Thai people” ภาษาอังกฤษใส่ก็ยังไม่เกท - -“

泰國น่าจะออกเสียงประมาณว่า ไท่กั๋ว อะไรอย่างนี้ แปลว่าคนไทย ทีนี้แหละ พยักหน้ากันหงึกๆ ยิ้มให้กุใหญ่ กุก็ยิ้มตอบ ไปที่ไหนก็ขึ้นชื่อนะ คนไทยกับรอยยิ้มเนี่ย 

 

สรุปว่ารองเท้าเบอร์ 36 ใส่ไม่ได้ กุก็ขอเบอร์ 37 แต่มันเป็นรองเท้าเด็ก -*- เบอร์ 36 ใหญ่สุดแล้ว อะไรกันเนี่ย เค้าก็เชียร์คู่อื่นนะ แต่ใจมันรักคู่นั้นอ่ะ เลยตัดใจ ขอบคุณเค้าแล้วจากมา (สรุปว่าไม่ได้รองเท้าอ่ะ ฮรือ)

 

เดินดูนั่น นี่ นู่น พอดูนาฬิกา อีก 8 นาที ถึงเวลานัด กี๊สสสสสสส  4x100 เมตร จากที่หนาวๆ ร้อนตับแล่บ มาถึงจุดนัด 17.58 น. ก๊ากส์

 

ดูพี่หลีจะตื่นเต้นมากที่กุกลับมาถึงพอดีเป๊ะ และไม่หลง 555 ก็กลับมาแวะซื้อจี้มาอันนึง กุจะไม่เอาสร้อย แต่แม่ค้าก็จะให้เลยเอามาด้วย(เพราะมันรวมอยู่ในเงินที่กุจ่ายไปแล้วนี่นะ) จากนั้นก็เชิญลูกค้าขึ้นรถ ไปทานมื้อเย็น

 

เดินทางไปดูโชว์ Dream like Lijiang ก่อนไปก็จินตนาการไปต่างๆ นานา ว่าจะเป็นอย่างไร แต่พอได้ดูจริงๆ ประทับใจมากๆ ทุกชุด ที่ชอบสุดๆ เห็นจะเป็นโชว์สวมหมวกนี่แหละ แบบว่า ครั้งหน้าจะฝากไกด์ซื้อดีวีดีให้ได้ (ที่ไปเองก็กะจะซื้อ แต่ต้องเรียกลูกค้าขึ้นรถ พอขึ้นครบ อ้าว...แล้วกุจะลงได้ไง สรุปว่าอด) ดีวีดีราคา 100 หยวน ไม่รู้เหมือนว่ามีการแสดงครบทุกชุดหรือเปล่า แต่น่าจะครบนะ การแสดงก็ราวชั่วโมงกว่าๆ ที่เยี่ยมที่สุดคือ

 

พี่สมุทรบอกว่ามีจอทีวีเล็กๆ ถ่ายทอดเข้าไปในห้องน้ำด้วย แบบว่า...เผื่อใครไปเข้าห้องน้ำแล้วจะพลาดช็อตสำคัญไง พี่แกเลยส่งตรงไปยังห้องน้ำซะ เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหว - - นั่งฉี่ไปก็ดูไปด้วยได้ ทีแรกก็ไม่ค่อยเชื่อ แต่ก่อนกลับไปเข้าห้องน้ำ สรุปว่า มีจริงเว้ยเฮ๊ย

 

ก่อนกลับสนามบินแวะไปกินติ่มซำกันที่โรงแรมอะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้ละ ซาลาเปาอร่อย โจ๊กชาวบ้านเค้าว่าอร่อย แต่อิฟางงั้นๆ อ่ะ - - จากนั้นก็ตีรถไปสนามบิน ร่ำลากับพี่สมุทร กอดกันก่อนจาก ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เจอกันอีกไหม ถ้าได้ไปอีกก็อยากจะไปนะ อยากเจอพี่ๆ อีก สนุกดี ปล่อยสมาชิกพักผ่อน แพ๊กกระเป๋าใหม่ หาที่นั่งพักตามอัธยาศัย และบินกลับ กทม

 

ถึงตี 3 ครึ่งได้ ก็รับกระเป๋า และส่งสมาชิก ก่อนจะเดินมึนๆ ง่วงๆ ไปโบกแท็กซี่ พร้อมกับแจ้งว่า พี่ขอด่วนๆ ผมง่วง พรุ่งนี้ต้องทำงานต่อ สรุป....ขึ้นรถตี 4 ครึ่งกว่าไปแล้ว แต่กุถึงห้อง ตี 5 นิดๆ ป๊าด....พี่เค้าพากุบินกลับใช่ไหม ประมาณว่าอยู่บนรถก็ครึ่งหลับครึ่วตื่นอ่ะนะ ถึงห้อง ไม่ต้องทำไร ถอดรองเท้า เข้าห้องน้ำ ขึ้นเตียง และลาโลกทันที

 

สรุป.....ประสบการณ์ 6 คืน 4 วัน ที่ผ่านมา สนุกสนาน ประทับใจ สมาชิกก็น่ารัก ทีแรกก็กังวลว่าเราเป็นกรุ๊ปใหญ่ จะมีปัญหาเรื่องเวลาไหม เรื่องนั่น นี่ นู่น ไหม สรุปว่า ปัญหาส่วนมาก เกิดจากเหตุสุดวิสัย ที่เกิดจากตัวสมาชิกเองแทบจะไม่มีเลย เลิศที่สุด

 

ที่ไม่ชอบเลยก็คือ ที่ประเทศจีน เค้าไม่ค่อยดื่มน้ำเปล่ากันนะ บนโต๊ะอาหารไม่มีเลย มีแต่น้ำอัดลมกับชา คือก็ดื่มชาได้ แต่มันร้อนไง ก็ต้องกินน้ำอัดลม ซึ่งโดยส่วนตัวไม่ชอบอยู่แล้ว กินทุกมื้อก็ไม่ไหวอ่ะ ต้องดิ้นรนกลับมาดื่มน้ำเปล่าบนรถ -*- ใจจะขาด

 

ส่วนเรื่องห้องน้ำ บางที่ก็ปรับปรุงแล้ว บางที่ก็ยังเดิมๆ แต่ก็นะ ....เข้าเมืองตะหลิว ต้องตะหลิวตาม (เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม นั่นแหละ) แต่จะดีกว่านี้ ถ้าตามสถานที่ท่องเที่ยว จัดห้องนำที่มิดชิด เพราะยังไง นิสัยคนไทยก็ไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องแบบนี้อยู่แล้วอ่ะนะ บางที่ถึงแม้จะยังเป็นส้วมแบบเดิมๆ แต่ก็ยังเปิดน้ำให้ไหลอยู่ตลอด ก็ยังดี กลิ่นไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่

 

แต่ถ้าถามว่า ถ้าได้ไปจีนอีกจะไปไหม ตอบแบบไม่คิดเลยว่า ไป เพราะจีน เที่ยวทั้งชาติก็ไม่หมด 

Comment

Comment:

Tweet