SoulmatE? หมอนี่เนี่ยนะ...เนื้อคู่ผม?

 

ฟิคเรื่องนี้เกิดมาจากความฝันในคืนหนึ่งซึ่งก็นานชาติมาแล้ว แต่ไม่มีโอกาสเขียน(ง่ายๆ คือขี้เกียจ) แต่วันนี้รู้สึกว่า ต่อเรื่องเก่าไม่ได้เลย อาจจะเป็นเพราะห่างไปนาน ไฟมันหมด ซึ่งถ้ามันจะเป็นอย่างนั้น..ไม่ดีกว่า ยังมีเรื่องอะไรเยอะแยะที่อยากเขียน ดังนั้นใครที่รอหรือทวงเรื่องเก่าๆ ผมมาต่อแน่นอน แต่ขอดึงเรื่องนี้มาแต่งกระตุ้นจินตนาการก่อนนะ เพื่อ NL ตอนจบ จะมีฉาก NC หวานๆ (หรือ SM กันแน่วะครับ) เอาน่า..ยังไงก็เพื่อ NC นั่นแหละ

 

Soulmate? หมอนี่เนี่ยนะ?..เนื้อคู่ผม!!!
THE GAZETTE  FAN-FICTION : The Prince of VampirE
PAIRING: URUKI

 

ก่อนที่จะเริ่มอ่านฟิคเรื่องนี้ คุณๆ น่าจะเริ่มทำความรู้จักกับผมก่อน ขอแนะนำตัวกันสักนิดนะครับ ผมชื่อรุกิ เป็นพระเอกของเรื่องนี้ครับ คุณอ่านไม่ผิดจริงๆ ผมนี่แหละพระเอก ฮ่าๆ และผมจะขอบอกอะไรอีกนิด ถ้าคุณคิดว่า คุณรู้จักเพลย์บอย แสบ ซ่าส์ดีพอแล้วล่ะก็ คุณอาจจะเปลี่ยนความคิดเมื่อคุณได้รู้จักผม เพราะอะไรน่ะเหรอ ไปอ่านเองเดี๋ยวก็รู้ครับ

 

Let’s Go…

บท(รัก)ที่  1 คิงข้าวหลามตัด

 

“รุกิคุงต้องไปกับไอริ” สาวน้อยร่างบอบบาง(พอๆ กับผม) ที่มีผมยาวดัดเป็นลอนอ่อนๆ พูดและดึงแขนของผมไปหาตัวเอง

 

“ไม่!! รุกิคุงต้องไปกับซายะ” สาวน้อยผมสั้นสีน้ำตาลอ่อน(ที่สูงพอๆ กับผม) อีกคนพูดขึ้นมาบ้าง ก่อนจะดึงแขนของผมอีกข้างเข้าไปหาตัวเอง

 

“กับไอริต่างหาก”

 

“กับซายะย่ะ” ผมที่ยืนอยู่ตรงกลางได้แต่มองหน้าคนนั้นที คนนี้ทีอย่างปวดหัว ‘ทำไมจะต้องมาเจอกันตอนนี้ด้วยวะ’ และระหว่างที่ผมกำลังยืนเครียดกับสถานการศึกชิงนาย ทั้งสองสาวก็ยังไม่เลิกยื้อยุดฉุดแขนผมเหมือนชะนีแย่งกล้วย ซึ่งคาดว่าถ้ายังปล่อยให้เป็นอย่างนี้อีกสักห้านาทีละก็ แขนผมคงยาวลากพื้นเป็นแน่แท้

 

“หยุด!! ทั้งคู่เลย แขนฉันจะหลุดอยู่แล้วนะ ก็เดินไปด้วยกันสามคนมันจะตายรึไงพวกเธอเนี่ย” ผมโวยวายบ้างพลางพยายามดึงแขนตัวเองออกจากการเกาะกุมของแม่สองสาว ซึ่งจะเรียกว่าแฟนก็อาจจะไม่เต็มปากนัก เพราะฟันธงได้ว่าอีกไม่เกินหนึ่งเดือนเราจะต้องเลิกกันชัวร์ แต่เหตุผลจะเป็นเพราะผมทนเธอๆ ไม่ได้ หรือเพราะความเจ้าชู้ของผมจนพวกเธอๆ ทนไม่ได้ อันนี้ก็ต้องว่ากันอีกเรื่อง

 

“ไม่ได้ รุกิคุงต้องเลือก ถ้าเลือกไอริ ต้องไม่มียัยนี่” สาวสวยผมยาวบอกผม

 

“ถ้าเลือกซายะก็ต้องไม่มียัยนี่เหมือนกัน เชอะ” พูดจบทั้งสองคนก็สะบัดหน้าใส่กันทันที โอ๊ยยย ผมละกลุ้มใจ ทำไมความหล่อของผมมันต้องทำร้ายตัวเองขนาดนี้วะครับ

 

“งั้น..ฉันไม่เลือกใครเลยละกัน” ผมพูดจบก็ใช้จังหวะที่ทั้งสองคนหันไปคนละทางเผ่นออกมาจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว จะว่าเพราะตัวเล็กน้ำหนักน้อยแบบผมทำให้วิ่งไวอาจจะเป็นข้อดีก็ได้ ถึงผมจะไม่ค่อยปลื้มสักเท่าไหร่ก็เถอะ แต่ในสถานการแบบนี้ และในสถานการฉุกเฉินฝ่าดงตีนในบางที วิชาตัวเบาก็ช่วยผมได้เยอะอยู่พอสมควร ตัวเล็กๆ บางๆ นี่ก็ดีไปอย่าง ถึงมันจะดูไม่ค่อยแมน แต่ถ้าทำให้หน้าหล่อๆ ของผมรอดพ้นจากการรุมยำตีน ผมว่ามันคุ้มมาก

 

หันหลังกลับไปมองเล็กน้อยก็พบว่าทั้งสองคนยังคงวิ่งตามมา นั่นทำให้ผมเร่งฝีเท้าสุดชีวิต ก่อนจะมาหลบที่มุมตึกคณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรัฐชื่อดัง คือเรื่องของเรื่องผมเรียนอยู่ที่นี่น่ะ แล้ววันนี้มันมีงานประจำปีของมหาวิทยาลัย ผมเลยมาเดินเลียบๆ เคียงๆ เผื่อเจอสาวสวยตามประสาหนุ่มหน้าตาดีอะไรทำนองนั้นแหละครับ

 

“อ้าวรุกิ นายวิ่งหนีใครมาวะ ไหนว่าจะไปหลีสาว?” เสียงคุ้นหูทักขึ้นข้างหลังผม และมีมือมาวางที่ไหล่ทำให้ผมสะดุ้งเฮือก พลางหันไปมอง นี่ถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิทพ่อจะเตะมันสักป้าบ มาเงียบๆ ตกใจหมด ไอ้หน้าหล่อที่ชอบเอาผ้ามาปิดหน้านี่คือเพื่อนผมเองครับ ชื่อเรตะ ถามว่าหล่อไหม มันก็หล่อนะ แต่แน่นอนว่า..น้อยกว่าผม ฮ่าๆ

 

“เพราะไปหลีสาวนะสิถึงได้ซวยแบบนี้” ผมบอกพลางหยุดหอบหายใจยาวๆ เหนื่อยชิบครับ

 

“ฉันกำลังจะได้เบอร์สาว ม.ปลายโรงเรียนสตรีซากุระโนะอยู่แล้วเชียว แต่ไม่รู้ว่าไอริกับซายะโผล่มาจากไหน แถมมาเจอพร้อมกันอีก ดึงจนแขนฉันจะยาวเป็นลิงชิมแปนซีอยู่แล้วเนี่ย” ผมอธิบายพลางยื่นแขนที่มีรอยบีบจนแดงทั้งสองข้างโชว์เพื่อน

 

“ฮ่าๆ ก็บอกนายแล้วว่าให้คบทีละคน แล้วแบบนี้สาวๆ เค้าไม่โกรธนายแย่เหรอ” เรตะถามผมหลังจากที่หัวเราะจนสะใจแล้ว ชิ ไอ้เพื่อนเลวดีเด่น

 

“เออ อยากให้โกรธว่ะ กำลังคิดว่าจะเลิกอยู่พอดี ใหม่ๆ แม่งโคตรน่ารัก ผ่านไปเดือนเดียว จากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ทั้งขี้หึง ขี้งอน ขี้วีน นางฟ้าของฉันหายไปหมดแล้ว” ผมบ่นจนเพื่อนสนิทหัวเราะอีกรอบ ก่อนจะร้องขึ้นมาอย่างตกใจ

 

“เฮ๊ย!! มาโน่นแล้ว” เมื่อสิ้นเสียงเพื่อนผมก็ไม่รีรอให้เสียเวลา เริ่มต้นเผ่นแน่บอีกรอบโดยไม่ฟังเสียง วิ่งไปเจอซุ้มอะไรสักอย่างข้างตึกคณะวิทยาศาสตร์ ซุ้มนั้นคลุมด้วยผ้าสักหลาดสีดำทั้งซุ้ม แถมมีหินสีแปลกๆ ห้อยเป็นม่านประตูรองจากม่านสีดำอีกชั้น  ‘แลดูน่าหลบซ่อน’ และทันทีที่ความคิดสิ้นสุด ผมก็พุ่งเข้าไปอย่างด่วน

.

.

.

“เชิญนั่งก่อนสิหนุ่มน้อย” เสียงจากผู้ชายที่นั่งอยู่ด้านในเอ่ยเชิญชวนให้ผมนั่งลงตรงหน้า ซึ่งมีโต๊ะกลมๆ ปูด้วยผ้าสักหลาดสีดำเช่นกัน บนโต๊ะตรงกลางมีลูกแก้วกลมๆ ใสๆ ภายในเหมือนมีน้ำอยู่ วางอยู่ในพานซึ่งแน่นอนว่ามันปูด้วยผ้าสีดำ ถัดไปอีกหน่อยมีกองอะไรสักอย่างที่ผมเดาว่าน่าจะเป็นไพ่ แม้มันจะดูใหญ่เกินกว่าไพ่ที่ผมไปเล่นตามคาสิโนอยู่สักหน่อยก็เถอะ และอย่าให้ผมต้องบอกอีกเลยว่าผู้ชายที่เรียกผมก็ใส่ชุดคลุมยาวสีดำ มีฮู๊ดคลุมหัวด้วย ดูคล้ายพ่อมดยังไงยังงั้นเลยแฮะ จะว่าไปผมว่าพี่แกหน้าคุ้นๆ อยู่เหมือนกันนะ แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน เอ๊ะ หรืออาจจะหน้าโหลก็ได้ ไม่คิดอะไรมากผมนั่งลงอย่างใจง่าย และเอากระเป๋าขึ้นมาวางบนโต๊ะข้างที่ว่างอยู่

 

“ยินดีต้อนรับสู่ซุ้มพยากรณ์  เธออยากรู้เรื่องอะไรล่ะ” จบคำถามของเจ้าของสถานที่ ผมก็อ้ำอึ้งเล็กน้อย คือจะบอกว่ายังไงดีล่ะ กุไม่ได้เข้ามาดูหมอ กุแค่มาหาที่หลบภัยความหล่อ

 

“เอ่อ..ผมแค่” ผมยังพูดไม่ทันจบ ผู้ชายตรงหน้าก็ยิ้มสวยส่งมาให้ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ผมขนลุกขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

 

“ไม่ต้องห่วง ตอนนี้สองสาวนั่นหาเธอไม่เจอหรอก พักให้หายเหนื่อยแล้วค่อยคิดก็ได้ว่าอยากรู้เรื่องอะไร” จบคำผมก็อ้าปากค้าง ผมไม่ได้เหนื่อยจนเบลอ หรือหลับในจนละเมอพูดออกไปว่าผมถูกไอริกับซายะตามตัวอยู่จริงๆ ใช่ไหม  แล้ว..เค้ารู้ได้ไงอ่ะ

 

“หึหึ” ผู้ชายตรงหน้าหัวเราะเบาๆ ราวกับว่าอ่านใจผมออก หรือล่วงรู้ความคิดผมยังไงยังงั้น ง่า..ผมจะตุ๊ดไปไหมถ้าจะบอกว่า ผมกลัวว่ะครับ

 

“ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันก็แค่คนธรรมดาเท่านั้น” โอ๊ย..ยิ่งพูดแบบนี้ใครจะไปเชื่อลงครับคุณพี่ แล้วผมก็มองคนตรงหน้าอย่างไม่ค่อยจะไว้ใจสักเท่าไหร่

 

“น้ำสักหน่อยไหม” คุณพ่อมดหน้าหล่อบอกและเดินไปหยิบชาเขียวพร้อมดื่มเย็นๆ มาส่งให้ผม ถึงน่ากลัวไปหน่อย แต่ท่าทางไม่น่าจะเป็นอะไรหรอก อีกอย่างผมก็คอแห้งมากเลยด้วย เลยขอบคุณเค้าไปและรับมาเปิดดื่มทันที

 

“คิดออกหรือยังว่าอยากรู้เรื่องอะไร”

 

“เอ่อ..” ผมทำท่าคิดอยู่พักใหญ่ เรื่องเงินทองนี่ไม่ต้องถามก็ได้มั้ง เพราะที่บ้านผมก็จัดได้ว่ามีอันจะกินพอสมควร เรื่องสุขภาพ ผมคิดว่าผมแข็งแรงดีเพราะวิ่ง 4 x 100 เมตรหนีมาจนเหนื่อยขนาดนี้ยังไม่หมดแรงตายง่ายๆ เลย แล้วจะถามเรื่องอะไรดีวะครับ

 

“งั้นเรื่องเนื้อคู่เป็นยังไง” ผู้ชายยิ้มสวยตรงหน้าเสนอให้ผมเสร็จสรรพ

 

“ก็ได้ครับ” ผมตอบไม่เต็มเสียงนัก ไหนๆ เค้าอุตส่าห์ให้ที่หลบ ช่วยกันทำมาหากินหน่อยแล้วกัน

 

“ลองแตะที่ลูกแก้วหน่อยสิ มือข้างซ้ายนะ” พ่อมดหนุ่มหล่อบอกผม เมื่อเห็นว่าผมยื่นมือขวาเข้าไป ทำเอาผมชักมือกลับแทบไม่ทัน

 

“หืม..จริงเหรอเนี่ย?” คุณพ่อมดจ้องไปที่ลูกแก้วก่อนจะพึมพำเบาๆ แล้วยิ้มน้อยๆ นี่ถ้าเป็นผู้หญิงผมจะลงไปนอนละลายตรงนี้ให้มันรู้แล้วรู้รอด ผู้ชายบ้าอะไรวะ ยิ้มสวยโคตร

 

“ตั้งแต่ทำนายมาเป็นสิบปี ฉันไม่เคยลังเลอะไรเท่านี้มาก่อนจริงๆ ให้ตายสิ” ผู้ชายตรงหน้าพูดพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี ทั้งที่คำพูดเค้ามันน่าจะเข้ากับอารมณ์หงุดหงิดอะไรแบบนี้มากกว่าไม่ใช่เหรอ ก่อนที่คุณพี่เค้าจะเดินไปตรงลิ้นชักที่ตู้ด้านหลัง หยิบกล่องไพ่ธรรมด๊าธรรมดาออกมาส่งให้ผม

 

“เพื่อให้แน่ใจว่าฉันไม่พลาดจริงๆ เธอลองสับไพ่สำรับนี้หน่อย แล้วส่งมาให้ฉัน สับไพ่ด้วยมือซ้ายเท่าอายุ” เมื่อคุณพ่อมดพูดอย่างนั้นผมก็รับไพ่สำรับนั้นมา อ่อ..อันนี้ไพ่ธรรมดาแฮะ แต่ใหม่ปิ๊งเลยอ่ะ คาดว่ายังไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน ผมสับไพ่ไปก็นับในใจไปตามจำนวนอายุของตัวเอง เมื่อครบก็ส่งให้คนที่นั่งมองอย่างใจเย็นอยู่ตรงหน้า คุณพ่อมดรับไปและแผ่ให้วางเรียงกันอย่างสวยงาม ถ้าบอกว่าเฮียแกเคยอยู่ในคาสิโนมาก่อนผมเชื่อเลยนะเนี่ย เป๊ะเว่อร์

 

“เลือกมาใบนึงสิ” สิ้นเสียงผมก็หยิบไพ่ออกมา 1 ใบ ล่อมันใบบนสุดนี่แหละ ง่ายดี คุณพ่อมดรับไพ่ไปหงายดู ก่อนจะยิ้มออกมาราวกับว่าได้ของถูกใจยังไงยังงั้น

 

“อืม..คงใช่แล้วล่ะ” พี่แกเล่นพูดคนเดียวมานานแล้ว ผมก็อดสงสัยไม่ได้ เลยถามออกไปมั่ง

 

“มีอะไรหรือครับ”

 

“เธอกำลังจะเจอเนื้อคู่เร็วๆ นี้” คุณพ่อมดบอก ก่อนจะหันหน้าไพ่ใบนั้นขึ้นมาให้ผมได้เห็นด้วย อะไรกัน..ก็แค่คิงข้าวหลามตัดธรรมดาเองนี่นา

 

“เนื้อคู่? คิงข้าวหลามตัดเนี่ยนะ?” ผมถามเสียงดังขึ้นเล็กน้อยอย่างลืมตัว

 

“ใช่ คิงข้าวหลามตัดนี่แหละเนื้อคู่เธอ” ผู้ชายตรงหน้ายังคงยิ้มและตอบผมอย่างอารมณ์ดี

 

“แต่คิง นี่มันน่าจะแทนผู้ชายไม่ใช่เหรอครับ”

 

“ฉันก็ไม่ได้บอกนี่ ว่าเนื้อคู่เธอเป็นผู้หญิง” จบคำผมยิ่งงงหนัก สรุปว่าผมถามกำกวม หรือเฮียแกตอบไม่เคลียร์วะครับ

 

“เธออยู่ต่อไม่ได้แล้วนะ ออกข้างหลังก็ได้” ขณะที่ผมยังนั่งใช้ความคิดอยู่นั้น คุณพ่อมดก็พูดขึ้นมาอย่างใจเย็น และเดินไปเปิดม่านตรงด้านหลังเหมือนจะเชิญผมออกยังไงยังงั้น

 

“คนที่เธอหนีอยู่ กำลังจะมาถึงแล้วนะสิ  ถ้าไม่อยากเจอละก็..” พอได้ยินอย่างนั้นแหละ เฮียเค้าพูดไม่ทันจบผมก็คว้ากระเป๋าตัวเองแล้วเผ่นอีกรอบ และเมื่อไปแอบดูอยู่ตรงมุมตึกคณะวิทย์อีกฝั่งก็เห็นว่าสองสาวนั่นเดินมาที่ซุ้มจริงๆ ด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยตัวเองไม่เชื่อจริงๆ เลยนะเรื่องแบบนี้ และเมื่อความตั้งใจล้มเหลว ผมอยู่ต่อไปก็เท่านั้น อีกอย่างตอนนี้ก็ไม่มีเรียนด้วย สู้กลับห้องนอนดีกว่า

 

ระหว่างขึ้นรถกลับบ้านก็โทรหาเพื่อนเรตะไปด้วย ไม่ใช่อะไรครับ วันเสาร์แห่งชาติทั้งที มันก็ต้องฉลองกันบ้างอะไรบ้าง นัดกันร้านเดิมตอนสองทุ่ม แต่ว่าเมื่อดูนาฬิกาที่ข้อมือตอนนี้พึ่งบ่ายแก่ๆ มีเวลานอนอีกสามชั่วโมงกว่า ช่างเป็นวันเสาร์ที่มีค่าจริงๆ ให้ตายเหอะ

 

กลับถึงบ้านผมก็นอนคิดเรื่องที่คุณพ่อมดหน้าหล่อคนนั้นทายทักมา  จะว่าไม่เชื่ออะไรแบบนี้ก็ใช่อยู่หรอก แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ผมเริ่มเอนเอียงมาเชื่อนิดหน่อยก็เพราะดูเหมือนว่า ผู้ชายคนนั้นเค้าจะล่วงรู้ความรู้สึกนึกคิดของผมเข้านี่สิ หรือถ้าจะบังเอิญถึงขนาดรู้ว่าผมหนีใครมาก็ดูจะโคตรบังเอิญเกินไปแล้ว

 

ว่าแต่ไอ้ประโยคที่ว่า ‘ฉันก็ไม่ได้บอกนี่ ว่าเนื้อคู่เธอเป็นผู้หญิง’  นี่ไม่ว่าจะคิดตามยังไง หรือคนฟังจะโง่แค่ไหน มันก็น่าจะแปลออกละนะว่าหมายถึง ‘ผู้ชาย’ ห๊า..อย่าบอกว่าผมจะได้เมียเป็นกะเทยนะ No No No No No!!!!!!!!!!!!!!!!!

.

.

.

“ไงล่ะ ดูท่าทางเหนื่อยๆ นะ” เรตะทักผมทันทีที่ผมเดินมาถึงโต๊ะเดิมที่เราคุ้นเคยกันดี ผมก็ว่าผมไวแล้ว หมอนี่มันไวกว่าผมจริงๆ ให้ตายเหอะ

 

“อือ..นิดหน่อย” ผมตอบเบาๆ ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามเพื่อนสนิท และหยิบเบียร์เย็นๆ ที่อีกฝ่ายส่งให้ยกซดทีเดียวครึ่งแก้ว

 

“หืม..หน้าตาไม่สบายจริงๆ นะเนี่ย เป็นอะไรรึเปล่ารุกิ” เพื่อนผมยังไม่เลิกซัก เมื่อรู้สึกว่าผมเงียบเกินไปจนผิดวิสัย

 

“นายจำวันนี้ตอนที่ฉันวิ่งหนีไอริกับซายะได้หรือเปล่า”

 

“แล้ว?”

 

“แล้วฉันบังเอิญวิ่งเข้าไปหลบที่ซุ้มพยากรณ์ แล้วคุณหมอดูเค้าก็บอกมาว่าฉันกำลังจะเจอเนื้อคู่” ผมพูดจบก็ยกเบียร์ขึ้นดื่มอีกรอบ จนคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามฮาครืน

 

“อะไร ที่แท้กลุ้มใจเพราะชีวิตเพลย์บอยจะโดนบ่วงมาผูกมัดว่างั้นเถอะ”

 

“นั่นก็มีส่วน ฉันยังใช้ชีวิตไม่คุ้มเลยนะเว้ย อายุก็พึ่งจะยี่สิบ แฟนก็ยังมีไม่ถึงห้าสิบคนเลย ยังเที่ยวไม่รอบโลกเลยด้วยซ้ำ จะให้รีบมีเมียตอนนี้เนี่ยนะ ไม่ไหวละ”

 

“นี่เรียกว่าแค่มีส่วนจริงๆ เหรอ นี่มันครอบคลุมทั้งชีวิตของนายเลยนะนั่นน่ะ” เรตะที่ฟังผมสาธยายจนจบอดแขวะเบาๆ ไม่ได้

 

“เออ นี่น่ะแค่ส่วนหนึ่ง ที่ฉันกลุ้มจริงๆ มันส่วนที่คุณพ่อมดคนนั้นพูดมากกว่า”

 

“แล้วคุณพ่อมดของนายเค้าพูดว่าอะไรล่ะ”

 

“เค้าบอกว่า ‘ฉันก็ไม่ได้บอกนี่ ว่าเนื้อคู่เธอเป็นผู้หญิง’ ว่ะ” ช่วงที่พูดประโยคที่ยังฝังอยู่ในหัวผมมาจนถึงตอนนี้ ผมพยายามเก๊กเสียงให้ห้าวกว่าปกติ พร้อมกับทำท่าทางขึงขังเล็กๆ ทำเอาเพื่อนซี้ฮากระจายอีกรอบ

 

“ทำไมเค้าถึงพูดอย่างนั้น นายไปถามอะไรเค้าเหรอ”

 

“ก็ไม่ได้อะไรมาก พอดีเค้าให้ฉันจับลูกแก้วใหญ่ๆ ใสๆ พอฉันจับเค้าก็บอกว่าลังเล เลยเอาไพ่มาให้ฉันสับแล้วเลือกไปให้เฮียแกใบนึง พอฉันส่งให้แกก็บอกว่า ไพ่ใบนั้นเนื้อคู่ฉัน”

 

“มันอาจจะเป็นศาสตร์เฉพาะทางของเค้าที่สามารถเข้าใจได้เฉพาะพวกเดียวกันก็ได้”

 

“แต่ใบที่ฉันเลือกมาคือ คิงข้าวหลามตัดนะ คิงมันต้องแทนผู้ชายไม่ใช่เหรอ”

 

“อืม นั่นสิ ก็เป็นไปได้”

 

“ใช่ไหมล่ะ ฉันก็เลยถามคุณพ่อมดแกไปว่า คิงมันแทนผู้ชายไม่ใช่เหรอ เค้าถึงได้ตอบมาอย่างที่ฉันบอกนายไง”

 

“อย่าบอกนะ ว่านายจะได้ผู้ชายเป็นสามีอ่ะ” จบคำของเรตะผมก็สำลักเบียร์ทันที ทำไมไอ้หมอนี่มันจะต้องคิดแบบนี้ตลอดๆ เลยวะครับ ผมไม่ใช่ตุ๊ด ไม่ใช่เกย์นะ

 

“จะบ้าเรอะ แทนที่จะคิดว่าฉันจะมีผัวเนี่ย ทำไมนายไม่คิดว่าฉันจะได้กะเทยสวยๆ มาเป็นแฟนอะไรอย่างนี้วะ”

 

“ก็ฉันคิดว่าหน้าตาแบบนายเหมาะจะมีผัวมากกว่าเมียนะสิ” ไอ้คุณเพื่อนผมพูดพลางฮาอีกรอบ มันน่าเตะจริงๆ นะ

 

“โหย ไม่เคยมีวันไหนที่อยากเตะเพื่อนเท่าวันนี้มาก่อนเลยจริงๆ ว่ะ” ผมบอกและตวัดหางตาใส่อย่างเคืองๆ (แบบนี้รู้สึกผู้หญิงเค้าจะชอบทำกันนะกี้)

 

“เอาน่าอย่าเครียดไปเลย แฟนสาวนายเยอะขนาดนี้ ฉันว่ามันต้องมีสักคนสิน่าที่เอานายอยู่”

 

“เออ ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ จะไม่คิดมากเลย ถ้าฉันไม่ได้เจออะไรแปลกๆ มา”

 

“หืม?”            

 

“ก็ตอนที่ฉันวิ่งหลงเข้าไปน่ะ คุณพ่อมดเค้าบอกกับฉันว่า สองคนที่ตามฉันอยู่จะหาฉันไม่เจอในตอนนั้น แต่พอเค้าทำนายจบปุ๊บก็รีไล่ฉันออกทางด้านหลังทันทีเลย บอกว่าไอริกับซายะกำลังมาทางนี้ ทีแรกฉันก็ไม่ค่อยอยากเชื่อหรอก แต่พอไปแอบดูตรงมุมตึกคณะวิทย์ สองคนนั่นไปที่ซุ้มพยากรณ์จริงๆ ด้วย แบบนี้จะไม่ให้สยองได้ยังไง” ผมร่ายยาว จนคนฟังขมวดคิ้วตามไปด้วย

 

“ก็น่ากลัวจริงๆ นั่นแหละนะ แต่..ฉันว่านายอย่าพึ่งไปคิดมากเลย กินๆ เข้าไป เมาแล้วจะได้กลับไปนอนหลับให้สบายไม่ต้องฟุ้งซ่านกังวลว่าจะได้มีผัวผู้ชาย หรือเมียกะเทย ฮ่าๆ ”

 

“เออ..ขอบใจนะ” ผมประชดเพื่อนตัวเองอีกครั้งก่อนที่เราจะยกแก้วชนกัน

 

เราสองคนดื่มและนั่งคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้กันต่อ เหมือนกับว่าไม่ได้คุยกันมาสักสิบปีทั้งที่เจอหน้ากันหกวันในหนึ่งสัปดาห์ ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับ ซึ่งถึงตอนนี้เราก็เริ่มจะเมากันทั้งคู่

 

“ฉันไปส่งเปล่า” เรตะถามผมเมื่อเดินออกมาจากร้าน

 

“ไม่ต้องอ่ะ นายกลับไปนอนเถอะ เดี๋ยวฉันนั่งแท็กซี่กลับเอง ไม่เมาเท่าไหร่ ขับรถดีๆ ล่ะ”

 

“โอเค วันจันทร์เจอกัน” เมื่อเพื่อนพูดจบเราสองคนก็แยกย้ายกันที่หน้าร้าน โดยที่เรตะเดินไปยังรถของตัวเอง ส่วนผมก็เดินออกมาโบกแท็กซี่กลับห้องตัวเอง ซึ่งอยู่ไกลออกไปไม่มากนัก

.

.

.

กลับถึงห้องผมก็โยนกระเป๋าสะพายลงบนโต๊ะ และทิ้งตัวลงนอนโซฟาตัวโปรด ที่ชอบมานอนคุยโทรศัพท์ หรืออ่านหนังสือประจำ แต่พอตะแคงตัวไปคว้าหมอนมากอดก็เห็นว่ามีบางอย่างกระเด็นออกมานอกกระเป๋าสะพายของตัวเอง’

 

“มาได้ไงเนี่ย” ผมพูดกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะหยิบไพ่คิงข้าวหลามตัดใบนั้นขึ้นมาดู น่าจะได้มาจากซุ้มหมอดูแน่นอน เพราะที่ญี่ปุ่นผมไม่เคยเข้าบ่อน หรือไปเล่นไพ่ที่ไหน จะเอาไปคืนเค้าก็คงไม่อยู่แล้วล่ะมั้ง เมื่อพลิกข้อมือดูนาฬิกาก็พบว่า นี่มันเที่ยงคืนกว่าแล้ว

 

“ป่านนี้แล้วเหรอ พรุ่งนี้ถึงเข้าไปมหาลัยก็ไม่เจออยู่ดี อีกอย่างใช่เด็กที่มหาลัยหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถึงใช่ก็ไม่รู้ว่าอยู่คณะไหนอีกนั่นแหละ งั้น..ขอเก็บไว้จนกว่าจะบังเอิญเจอกันอีกทีค่อยคืนก็แล้วกัน” จากนั้นผมก็หลับตาลง คืนนี้คงไม่ฝันอะไรถึงเรื่องแปลกๆ วันนี้หรอกนะ

 

2  Be  Con..

 

ในที่สุด ตอนที่หนึ่งก็ผ่านไปแบบต้นชิว ปลายชืด เหอะๆ

ตอนต่อไป คาดว่าอีกไม่นานได้ลง เพราะจะปั่นเรื่องนี้ให้จบทีเดียวเลยโดยไม่ข้องแวะเรื่องไหน

แล้วก็จะกลับมาต่อเรื่องที่ดองๆ ไว้

ถ้ามีใครหลงเข้ามาอ่าน ผมก็ขอฝากฟิคของพระเอกรุกิไว้ด้วยนะครับ ฮ่าๆ (หัวเราะอย่างสะใจสุดฤทธิ์)

ตอนต่อไปมีชื่อว่า คนที่ 9

คนที่ 9 คือใคร เกี่ยวข้องยังไงกับเรื่องนี้ ก็..รออีกนิดครับ

Live Report X-JAPAN 2011 WORLD TOUR IN BANGKOK

posted on 14 Nov 2011 17:15 by god-of-death

X-JAPAN กับประสบการณ์ทางดนตรีที่ตายไม่เสียชาติเกิด

 

เขียนไว้เผื่อปีหน้า สองปีข้างหน้า ห้าปีข้างหน้า สิบปีข้างหน้ากลับมาอ่านของตัวเอง ก็บอกไว้ล่วงหน้าว่าวันนี้ กุขออนุญาตตัวเองตุ๊ดแตกแล้วนะเว้ย.....ไปเริ่มกันเลย

 

วันที่ 8 พ.ย. 54 ที่ผ่านไปแล้วกับคอนเสิร์ต X-JAPAN 2011 WORLD TOUR IN BANGKOK ซึ่งคิดว่าชีวิตนี้จะไม่มีโอกาสแล้ว แต่ในที่สุด โยจังก็ทำตามสัญญา กี๊ส....จะได้เจอฮิโรชิจังตัวเป็นๆ แล้ว ฮีธจ๋า

 

ก็ว่าไม่ตื่นเต้นๆ แต่วันที่ 7 ก็ยังนอนไม่ค่อยหลับอยู่ดี นอนก็เกือบตี 2 ตื่นมา 7 โมง ฮรือ....ไม่สดชื่นเอาซะเลย กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงต่ออีกพักก็ใสหัวไปอาบน้ำ และออกไปหาชาวแก๊งที่ห้องคุณนายที่ 8

 

ไปถึงก็นั่น นี่ นู่น ทาเล็บ แต่งหน้า บลาๆ จนออกจากห้องกันเกือบบ่ายสอง เดินไปคนก็มองไป ก็จัดเต็มกันซะขนาดนั้น แต่ถามว่าแคร์ไหม.....ไม่แคร์อ่ะครับ ก๊ากส์ นั่งเรือคนก็มอง เดินไปกินข้าวคนก็มอง แต่เจอพวกเดียวกันเราก็มองกันและกันด้วยความเข้าใจ ฮา....

 

ไปรอขึ้นรถที่ข้างเซ็นทรัลเวิร์ลซึ่งบีอีซีจัดไว้ให้ สรุปว่าไง....รถไม่พอ แต่ก็แค่นั้น พวกที่เหลือก็ช่วยตัวเองกันไป อะไรวะ แล้วอย่างนี้จะบอกให้มาทำไม จะให้ลงชื่อ หรืออะไรก็น่าจะทำ ให้มาแล้วไม่รับผิดชอบชีวิตเราอย่างนี้ก็ไม่ไหวนะคะ เหลือก็ทิ้งแบบนี้เพลียนะขอบอก....เสียอารมณ์มากกกกกกก

 

เหมาแท็กซี่กันไป(ก็ได้วะ) นั่งไปก็เม้าท์กันไป รถที่ขับตีคู่มาข้างๆ ก็มองพวกกุไป (ไม่มองสิแปลก สภาพแต่ละคน อเมซิ่งตลิ่งทรุดมาก) คุยกันจนคนขับรถหนวกหู คาดว่าพี่แกอยากจะไล่พวกกุลงบนทางด่วนมากมาย แต่เกรงใจคุณตำรวจตามรายทาง ฮา

 

ถึงอารีน่าปุ๊บก็เตรียมจะไปหาห้องน้ำเปลี่ยนกระโปรง ซึ่งน้องบอกว่า “เสียเวลาพี่ฟาง เปลี่ยนมันตรงนี้แหละ” ด้วยความมึนบวกขี้เกียจ ก็เลยเปิดกระเป๋า คว้ารองเท้าและกระโปรงมาเปลี่ยนมันตรงนั้นแหละ พอดีว่ากระโปรงตัวที่สวมไปอยู่แล้วมันยาวๆ เหมือนผ้าถุงเลย อีกอย่างใส่เลกกิ้งอยู่แล้ว เลยชิวๆ เปลี่ยนเสร็จปุ๊บก็มีพี่ๆ ที่มาดูคอนมาขอถ่ายรูป แบบว่า พี่ครับ...กุอายอ่ะ พี่ๆ เค้าบอกไม่ต้องเขิน -*- พูดง่ายเนาะ ไม่ได้คอสเพลย์เป็นอาชีพครับพี่ พึ่งจัดเต็มมางานนี้แหละ ก็ไปถ่ายรูปกับพี่เค้านิดหน่อย

 

ปกติไม่ได้ออกสื่อ แต่งตัวมาแบบชิวๆ แต่งานนี้สำนึกว่าควรจัดเต็ม ก่อนที่จะแก่จนเกินจัดไหว เลยสนองตัวเองไป 1 ยกเบาๆ (เพราะที่ใส่ไปวันนั้นยังไม่ครบเซ็ตอ่ะ ขาดผ้าคลุมหัวเจ้าสาวสีดำ ซึ่งจะใส่ไปกลัวจะเยอะเกิน) แต่ชุดที่ใส่ก็ลำบากพอตัว เดินไปไหนต้องหิ้วหางกระโปรงไปด้วย เพราะไม่งั้นกุอาจจะโดนชาวบ้านเหยียบหาง แต่ที่บ่อยมากคือ เดินเหยียบของตัวเองนี่แหละ ยิ่งซุ่มซ่ามอยู่ สรุป...ทำหาง เหมือนทำที่พาดแขน ต้องเอาพาดแขนเดินตลอดๆ ไม่น่าเล้ย

 

เดินไปเข้าแถวรอรับของที่สั่งซื้อไป ผ้าพันคอ...หรืออีกนัย ผ้าเช็ดหน้า 600 แพงไปไหน แต่ก็สอยมา เอาเถอะครั้งหนึ่งในชีวิต (แต่ถ้าวงอื่นมาก็ซื้ออยู่ดีอ่ะ -*- เล๊ววววว)

 

มีคนบอกว่า หน้ายิ่งเลยไม่ทักด้วยละ - - อีกอย่างกุดันไปจำหน้าพี่เค้าไม่ได้ -*- ก็มันไม่ได้เจอกันนานไม่ได้เจอบ่อยด้วย ผิดไปแล้วคร้าบบ ไม่ได้หยิ่ง แต่ต้องตีนิ่งไว้เพราะอาย ใส่ชุดนั้นเดิน แต่งหน้าจัดขนาดนั้นอีกมันก็มีคนมองบ้างนิดๆ หน่อยๆ เลยเขิน ต้องตีนิ่งเข้าไว้ แต่คิดว่าโดยพื้นฐานหน้าหยิ่งอยู่แล้วด้วยมั้ง เพื่อนก็บอกหลายคนแล้ว ว่าตอนยังไม่รู้จักท่าทางกุไม่น่าคบอย่างแรง ดูหยิ่งๆ แต่พอได้รู้จักจริงๆ จะรู้ว่ากุรั่วและหื่นมาก -*- ว่ากุรั่วอ่ะ....กุรับได้ แต่ว่ากุหื่น...นี่กุขอเถียง กุไม่หื่นเหอะ

 

ประตูเปิดก็เข้าไปนั่งรอ ระหว่างนั้นก็ผลัดกันหยิกกับน้อง ว่าเราไม่ได้ฝันไปใช่ม๊ายยยยย (ออกแนวบ้า) คอนเลทไม่ถึงครึ่งชั่วโมง อะเมซิ่งจิงเกอเบลล์มาก มายก๊อดดดดดดดดดดดดดดดดดดด เป็นไปแล้วววววว

 

ตอนช่วงเปิดตัว โยจังออกมายืน ตอนนั้นรู้สึกขนลุกชันไปทั้งตัว และรู้สึกว่า สวรรค์มีจริง

พอสมาชิกยืนครบทีม อินโทรเพลงเริ่ม เฮ๊ยยยยย เปิดด้วย JADE จริงดิ????

 

คือวินาทีนั้นยังไม่ได้ขยับอะไรเลย ยืนอึ้ง ยืนคิดอยู่ว่า นี่....กุ..ได้อยู่ตรงนี้จริงๆ แล้วใช่ไหม ข้างหน้านั่นคือ X-Japan ตัวเป็นๆ โยจังกำลังรัวกลองอย่างร้อนแรง ป๋าตะกำลังดีดกีตาร์ตัวนั้น(ขอข้ามฮิโรชิจังไปก่อน) โทชิซังกำลังร้องเพลงที่แสนจะคุ้นหู สึจังกำลังลีดกีตาร์ด้วยท่วงท่าลีลาที่งดงาม และสุดท้าย ฮิโรชิจัง..ฮรือ ฮีธเท่มากกกกก ฮีธตัวเป็นๆ เจ้าชายผมยาวคนนั้น กุได้เห็นตัวเป็นๆ แล้ว (สรุปเลยแล้วกัน กุเมนฮิโรชิจัง)

 

ตอนดูดีวีดีก็ว่าไม่ค่อยมีคนเฮดแบงก์ และก็คิดว่าคอนนี้อาจจะไม่มีคนเฮดแบงก์ ความตั้งใจว่าจะจัดเต็มก็เลยถดถอย แต่พอหันไป 10 นาฬิกา มี 3 สาว ที่เฮดแบงก์อย่างลืมตาย กุก็เลยจัดเต็มไม่เหลือ เอามันตั้งแต่เพลงแรกนี่แหละ ไม่อยากจะบอกว่า เพลงนี้ เฮดแบงก์มันส์ได้อีก ก่อนจะเริ่มร้องท่อนกลองนี่มันส่งให้หัวทิ่มจริงๆ จัดไป จบแบบประทับใจสุดๆ และขณะที่ปลาบปลื้ม น้ำตาซึม เพลงที่สองก็ตามมา

 

Rusty Nail เพลงนี้คือเพลงที่โปรดมาก ถึงมากๆ ถึงมากๆ ที่สุดเลยก็ว่าได้ โยกกันลืมตายทั้งฮอล์อ่ะ หันไปทางไหนไม่เคยเห็นสักคนที่จะยืนนิ่งเฉยอยู่ได้กับเพลงนี้ สนุกกันสุดเหวี่ยง

 

ถึงวินาทีนี้อยากจะถอดรองเท้ามาก เพราะปกติกุยืนอยู่บนส้นสูงได้นานไม่เกินครึ่งชั่วโมง อ่อ...อันนั้นสูงแค่ 2 นิ้วครึ่งนะ แต่วันนี้กุใส่ 4 นิ้วหนักกว่าเดิมอีก คิดจะถอดก็ถอดไม่ได้ เพราะว่าข้างหน้าต่อๆไป กำแพงมนุษย์ที่สูงกว่ากุทั้งสิ้น ฮรือ ทำไมต้องเกิดมาเตี้ยด้วยวะ (คราวหน้าไปดูที่นี่ หรือที่ไหนๆ กุจะไม่ยืนตรงนี้อีกแล้ว ถ้าไม่ได้สู้ราคาหน้าเวทีก็ขึ้นแสตนโลด) ใส่รองเท้าเต้นต่อไป สักพักก็รู้สึก เอ๊ะ....หลังตึงๆ

 

หันไปพบว่า พี่ที่ยืนอยู่แถวหลังกุเค้าน่าจะเหยียบชายกระโปรง ไม่สิ...ต้องเรียกหางถึงจะถูก พี่เค้าก็บอกว่า “ขอโทษครับ” แล้วก็รวบๆ หอบมากองไว้บนเก้าอี้ให้ ขอบคุณมากๆ นะครับพี่ แต่ความจริงน้องผิดเองแหละที่ทำหางยาวขนาดนี้ เชิญพี่เหยียบตามสบาย น้องมันส์จนลืมตายไปแล้วล่ะครับ แค่อย่าเหยียบจนกระโปรงผมหลุดก็พอ ฮา... (แต่วันนั้นมันร่วงลงไปหลายครั้งหอบขึ้นมาจนขี้เกียจหอบ อยากกองกับพื้นก็ช่างมัน กองไปเถอะ กุมันส์กุไม่สนแล้ว)

 

ที่ประทับใจอีกอย่างคือ ทุกคนไม่ว่าจะแฟนพันธุ์แท้รุ่นเก๋า หรือแฟนใหม่(อย่างกุเองที่เป็นแฟนฮิโรชิจังมาหลายปีดีดัก แต่พึ่งมาเป็นแฟนเอ็กซ์ช่วงหลังๆ มานี้เองง่ะ เล๊ววววว) ไม่ว่าโทชิจังจะหยุดร้องท่อนไหน ให้ช่วยท่อนไหน ส่งท่อนไหน ทุกคนร้องได้เกือบทั้งหมด เสียงที่ประสานกันมันดังมาก มากซะจนขนลุก นี่สินะชาว X ทุกคนมีลายเลือด X อยู่ในตัว ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เพลงเก่ายังไง ทุกคำยังจำฝังลึกลงไปในส่วนของความคิดความรู้สึก บทเพลงเหล่านั้นซึมซับอยู่ในหัว ช่วยกันร้องอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีเลยที่เสียงจะแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน มีแต่เสียงที่ดังกึกก้องไปทั่วฮอล์ ฮ๊า....มีความสุขอะไรอย่างนี้นะ

 

ถ้าถามว่าพรุ่งนี้ต้องตายเสียดายไหม ตอบว่าเสียดายเพราะยังไม่ได้ดูคอนเกษตรตัวเป็นๆ (วกมาวงนี้ตล๊อด)แต่ถ้าถามว่าเสียชาติเกิดไหม ได้ดูแลพ่อแม่(แม้จะน้อยนิด ไม่เท่าที่พ่อแม่ให้เรามาทั้งชีวิต) ได้ดูคอน X ที่สายเลือดเจร็อค(เกือบ)ทุกคนเฝ้าใฝ่ฝัน ตายไม่เสียชาติเกิดครับ  

 

จบเพลงที่สองด้วยความสุขท่วมท้น แทบจะร้องไห้ แต่....อย่าเชียวนะมึง เจลไลน์เนอร์กุทนไหว แต่มาสคาร่ากุไม่กันน้ำว้อยยยย อย่าไหลออกมานะเฟ๊ย

 

ขณะที่พร่ำบอกตัวเองอยู่นั้น เสียงอินโทรเปียโนที่ดังขึ้นมา เฮ๊ยยยย ไม่ได้ฝัน กุจะได้มันส์กับ Silent Jealousy จริงๆ ใช่ไหม คือเป็นเพลงโปรดอีกเหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าจะเล่นเพลงนี้เลย ไม่คิดจริงๆ แม้ใจลึกๆ จะคาดหวังก็เหอะ ดีใจโคตร แล้วคอกุก็ป่วยเพราะเพลงนี้ นอกจากกี๊สจนคอจะแตก ก็จัดเต็มทั้งกระโดด ทั้งโยก ทั้งเฮดแบงก์(มันมีท่อนไหนเฮดแบงก์ได้มั่งเนี่ย แต่ใครจะสน วินาทีนั้นกุมันส์พะย่ะค่ะ) จบเพลงนี่ทรุดไปกองกับเก้าอี้เลย ยืนไม่ไหวแล้ว แกะชากุซ่าที่ปกติไม่เคยกินมันอร่อยเลย แต่วันนี้แม่งอร่อยโคตร เพราะแสบคอมากกกกกก เปิดได้ก็ดื่มอึกๆ ๆ ๆ

 

ฟังพาต๋าจังโซโล่กีตาร์ไปด้วย เหมือนจะหมดแรงพังพาบ แต่ที่ทำให้ลุกขึ้นมาได้เพราะ DRAIN มาไวกว่าที่คิด แต่ก็มันส์มากกว่าที่คาด แหกปากร้องตามตลอดๆ ทั้งที่เสียงเริ่มแห้งแล้ว แคร์ไหมล่ะ ...ไม่แคร์เสียงหมดได้ พรุ่งนี้มันก็มาใหม่ได้ ดังนั้นคืนนี้แหกปากไม่ต้องยั้ง (แต่วันที่ 9 แม่โทรมาหา บ่นใหญ่เลยว่า ใช้เสียงไม่ได้บันยะบันยังเลยใช่ไหม เสียงแหบเป็นผัวกี้เลย ก็นะ...น้องชายก็บอก “แม่ อย่าไปบ่นมันเลย นานๆ มันจะดูที” รักน้องกุก็วันนี้ละ เข้าอกเข้าใจกุจริงจัง)

 

ได้นั่งพักสงบสติอารมณ์กระดกโออิชิ ก่อนจะมาซาบซึ้งกับเสียงไวโอลินของสึจัง คือ...ขนลุกมาก แต่ที่ชอบอย่างคือ ช่วงที่สึจังสีเป็นเพลงหมอลำ พึ่งรู้ว่าไวโอลินกับหมอลำมันก็เข้ากั๊น เข้ากันจริงจัง วินาทีที่สึเริ่มบรรเลงไวโอลินนั้น ทั้งแสงไฟที่สาดส่องลงมา ทั้งชุดที่ใส่ ทั้งลีลาที่พลิ้วไหวของผู้ชายคนนี้ มันบรรยายไม่ถูก วินาทีนั้นตากุเห็นภาพตรงหน้าคือ สึจังมีปีกสีทองกางออกมาจากด้านหลัง อาจจะคิดว่าตัวเองเวอร์ แต่มันเห็นอย่างนั้นจริงๆ (กุก็ช่างจินตนาการขนาดนี้อ่ะนะ) นี่กุมีบุญขนาดเห็นเทวดา(หรืออีกนัยหนึ่ง ลูซิเฟอร์) ลงมาสีไวโอลินให้ฟังเลยเหรอวะเนี่ย ช่วงแรกๆ คนดูก็กี๊สกันสนั่น โห่ร้อง ปรบมือ จนหลังๆ เสียงไวโอลินที่แสนเศร้าและพลิ้วไหวนั้น สะกดให้ทุกคนในฮอล์เงียบสนิท ทุกคนกำลังตั้งใจซึมซับเสียงอันไพเราะนั้นเข้าสู่ความทรงจำที่แสนจะมีค่าบันทึกทุกๆ ตัวโน้ต ทุกๆ วินาทีที่เสียงนั้นยังคงบรรเลงกึกก้องไปทั่วทั้งฮอล์ บรรยายยังไงก็ไม่ซาบซึ้งเท่าได้สัมผัสเองจริงๆ

 

เก็บเสียงหวานๆ ของไวโอลินใส่ความทรงจำที่มีค่าสุดชีวิตเสร็จก็มันส์กันต่อกับ Kurenai เพลงที่คิดว่า เล่นสดได้มันส์สุดๆ ๆ ๆ ๆ โฮก....โยกลืมตาย ร้องแบบลืมโลก แหกปากแบบไม่เอาเพราะ เอาสะใจเป็นหลัก เพลงนี้โทชิจังให้ช่วยร้อง ทุกคนก็ใส่กันเต็มลิมิต เสียงมีเท่าไหร่ใส่กันไม่ยั้ง ประทับใจทั้งเพลง ประทับใจทั้งแฟนๆ ในฮอล์เลยครับช็อตนี้

 

ต่อกันด้วยเพลงใหม่ Born To Be Free ถึงจะว่าเป็นเพลงใหม่แต่ก็ร้องได้กันแทบทั้งนั้น แต่ผมได้อยู่ท่อนเดียว บอร์น ทู บี ฟรี นั่นแหละ ที่เหลือก็โบกไม้โบกมือ ร้องไก่ๆ กาๆ งึมงำตามชาวบ้านเค้าไป ฮา....กินแรงสุดๆ เลยกุ

 

ช่วงวินาทีต่อจากนี้ เป็นอะไรที่ประทับใจมาก คือ....ตั้งแต่ดูคอนเสิร์ตมาเนี่ย(ส่วนใหญ่ก็ดูคอนเสิร์ตพวกวงหน้าใหม่ๆ อ่ะนะ ยังไม่เคยดูระดับเทพ) ส่วนมากจะเป็นพวกแฟนเกิร์ล คือแฟนบอยนี่ถ้าเทียบกับสัดส่วนผู้ชมทั้งหมดถือว่าน้อยมากกกกกกกกกกกก เคยดูในดีวีดีวงที่แฟนบอยเยอะๆ หน่อยก็ X-Japan / Glay / Luna Sea และอื่นๆ ยุคไล่ๆ กันนี้

 

แต่.....วันนี้กุได้เห็นแฟนบอยกี๊สโยชิกิครับ ไม่ผิด กี๊สโยชิกิจริงๆ แบบว่า เสียงผู้ชายที่แมนๆ ตะโกนเรียก โยจัง สึจัง แบบว่า....ขนลุก นี่หรือ อำนาจลึกลับของชายชาตรี แล้วไม่ใช่คนสองคนนะ เยอะมากกกกกก

นี่สินะของจริง จะเห็นได้ชัดว่า คอนเสิร์ตนี้ผู้ชายกับผู้หญิงนี่มีครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว ผู้ชายเกือบจะมากกว่าผู้หญิงด้วยซ้ำไป

 

ช่วงที่โยจังออกมาโซโล่กลองกับเปียโนสลับกัน คือ...มันสุดยอดมาก ไม่คิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จะได้ดูกับตาตัวเอง ได้ฟังกับหูตัวเอง คือ....ขอบคุณพี่ออยมากที่ทำให้ได้รักวงนี้จริงๆ จังๆ คือรู้จัก X มาตั้งแต่เริ่มฟังเจร็อคนั่นแหละสิบกว่าปี ม่ายยยยย แค่ปีสองปี อิอิ (โกงอายุตัวเองสุดฤทธิ์) แต่ว่าไม่ได้ตามตอนนั้นบ้าแต่ฮิสะจังอ่ะ ปิดหูปิดตากุหมดสิ้น - - (แต่ชอบฮิโรชิจังนี่ ชอบมาหลายปีแล้วอ่ะ ตั้งแต่ฮีธเข้า X ปีแรกๆ แล้ว เพียงแต่ว่าก็ยังไม่ตามเพลง X อยู่ดี โง่วววววววชิบส์)

 

เพลง เดือนเพ็ญ คือ....ตอนที่ฟัง เฮ๊ย...เพลงนี้คุ้นหูมาก แต่ไม่รู้ว่าชื่อเพลงอะไร พอมาค้นดูทีหลังถึงรู้ชื่อเพลง แบบว่ามีเพื่อนๆ (ขอเหมาว่ากลุ่มแฟนที่ไปดูคอนวันนั้นเป็นเพื่อนกุละกัน) ร้องตามกันได้เยอะ คือ ช่วงที่ได้ยินเสียงเปียโนแรกๆ น้ำตาจะไหลแล้ว ยิ่งตอนที่ได้ยินเสียงพวกเราๆ ประสานร้องคลอไปกับเสียงเปียโนของโยจัง น้ำตาจะทะลัก อย่าเชียวนะ มาสคาร่ากุไม่กันน้ำ ฮรือ.... แต่เพลงเดือนเพ็ญกุไม่ได้ร้องนะ ร้องไม่เป็น ยอมรับว่าเคยฟังเพลงนี้ไม่ถึง 5 ครั้งในชีวิตจริงๆ

 

โอเค ซาบซึ้ง มีหลายคนบ่อน้ำตาแตก(โดยเฉพาะคนข้างๆ ร้องไห้ด้วย 555 คุณนายที่ 1 ของกุร้องไห้เว้ยเฮ๊ย) จากนั้นโทชิจังก็ออกมาบิ้วท่อน In the rain และ Find the way ให้ทุกคนช่วยกันร้องตาม ทุกคนก็ร้องตาม อยู่หลายรอบเหมือนกันนะ ก่อนที่เพลง IV จะเริ่มขึ้น ทีนี้ก็มีคอรัสเป็นหมื่นคนช่วยกันร้อง ประทับใจอีกแล้ว พวกป๋าๆ เค้าจะประทับใจพวกเราไหมนะ ส่งอะไรมารับกันตลอด ต้องมีบ้างแหละน่า....ฮา

 

จากนั้นก็ลาสท์ซอง X เฮ๊ย!!!! โทชิจัง อย่ามาโกหกนะ พึ่งเริ่มเล่นไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเองไม่ใช่เหรอ นี่แหละหนาเวลาแห่งความสุข ทำไมมันผ่านไปเร็วอย่างนี้วะเนี่ย เพลงนี้ไม่มีใครไม่กระโดด ไม่มีใครไม่ X ทุกคนสองมือประสานกากบาท กระโดด X กันตัวลอย ถึงวินาทีนี้ ลืมไปเลยว่าตัวเองยืนอยู่บนส้นสูง 4 นิ้ว ที่ชีวิตไม่เคยยืนอยู่นานขนาดนี้มาก่อน ลืมเจ็บ ลืมทุกอย่าง สนุกอย่างเดียว เจ็บนี้เพื่อฮิโรชิจัง ก๊ากส์

.

.

.

ช่วงอังกอร์....ไม่เคยเจออะไรแปลกๆ แบบนี้มาก่อน จำได้ว่าเริ่มจากตะโกน วี อาร์ เอ็กซ์ๆ ๆ ๆ  และเวฟที่เฝ้าฝันใฝ่ ในที่สุดกุก็ได้มีส่วนร่วมแล้ว เย้เย...แต่ติดตรงที่ มันไม่ค่อยจะเป็นระเบียบเท่าไหร่ เพราะความสับสน บนอัศจรรย์เล่น พวกกลางๆ ก็อยากจะเล่นด้วย มันเลยวนมั่วๆ นิดหน่อย แต่โดยรวมก็พร้อมเพรียงสวยงามดี จากนั้นก็ Endless Rain ท่อนฮุก จากนั้นก็เวฟกันอีก ทั้งปรบมือ กระทืบเท้า ที่สำคัญเพลงลอยกระทงมาจากไหน แต่นะ.....ในเมื่อมีคนเริ่ม ทุกคนก็พร้อมจะสานต่อ จากจุดเล็กๆ พอใกล้จบเพลงก็ร้องกันทั่วทั้งฮอล์ - - ใจง่ายกันจริงๆ (กุก็ร้องด้วยแหละ ฮา) จากนั้นก็ Endless Rain กันต่อแล้วก็ วี อาร์ เอ็กซ์ คือ....หลายรอบจนไม่รู้จะหลายรอบยังไงแล้ว

 

ระหว่างที่ตะโกนรักฮีธจนแสบคอ (เค้า วี อาร์ เอ็กซ์ กัน กุ วี อาร์ ฮีธ / ไอ เลิฟ ฮีธ ของกุคนเดียว บ้า) ก็บ่นกับน้องๆ ทำไมโยจังเข้าไปห่มสไบนานจังวะ แอบหวังไว้ เพราะเห็นที่เกาหลียังใส่ฮันบกเลยนี่นา มีความหวัง อิอิ

 

ระหว่างที่นั่งรออังกอร์ กุก็อาศัยช่วงนั้นแหละตะโกนไปข้างหน้า รักฮีธ รักฮีธ รักฮีธ คือ....รักฮีธเนี่ย ตะโกนหลายครั้งมาก นับไม่ถ้วน และที่หนักกว่านั้นคือ รักฮีธ...แต่งงานกันเถอะ ฮา....อุตส่าห์เลือกตอนที่เงียบที่สุด เผื่อฮิโรชิจังจะได้ยินอ่ะ 5555  ระหว่างที่ดูคอนเสิร์ต ใครเดินไปสีฮิโรชิจังกุก็กี๊ส ฮิโรชิจังถอดเสื้อกุก็กี๊สสสสสส บ้าผู้ชายคนนี้ถึงขีดสุด คือเรื่องของเรื่อง ชอบวงไหนก็แล้วแต่ ไม่เคยเมนมือเบสมาก่อน มีฮิโรชิจังคนเดียวที่ทำให้กุเมนมือเบสได้ เมนมาตั้งแต่ยังไม่ได้ตาม X เป็นเรื่องเป็นราวอ่ะ

 

ช่วงนอกเรื่อง มาไล่ดูดิ ว่าเมนใครบ้าง เอาที่พอนึกออก ณ ตอนนี้ละกัน เพราะถ้าให้นึกหมดไม่ไหว เยอะเกินไปอ่ะ

 

เกษตร ร้องนำกับกีตาร์ สาคู ร้องนำกับกีตาร์ เกลย์ กีตาร์ Dir กลอง(อย่างน้อยกุก็เคยบ้าช่วงที่ชินจังยังสาวยังสวย ฮรือ) ลูน่าซี ร้องนำกับกีตาร์ DELUHI กีตาร์กับกลอง 12012 ร้องนำกับกลอง

ViViD กีตาร์กับกลอง AYABIE กลอง Girugamesh ร้องนำ LM.C ร้องนำ กีตาร์ (เพราะมีแค่ 2 คน แต่นะแอบหลงรักมือคีบอร์ดซับพอร์ต กับมือกลองซับพอร์ตอ่ะ ทำไงดี) ลูซิเฟอร์ กีตาร์อีกเช่นกัน เมนยูกิสุดใจขาดดิ้น Vidoll ร้องนำกับกีตาร์

 

สรุป.....ในประวัติศาสตร์เบส กุไม่เคยเมนใครมาก่อนนอกจากฮิโรชิจัง เมนมาคนแรก และคนเดียวจนถึงเดี๋ยวนี้ - - ผมยาวของฮีธมีอิทธิพลกับชีวิตกุจริงๆ ให้ตายเถอะ

 

นั่งรอกันสักครึ่งชั่วโมงได้ โยจังก็ออกมา พร้อมด้วยเสื้อคลุมสีขาว มานั่งทำท่าเอียงอาย แต่เห็นรำไร อะไรส้มๆ ด้านในฟะ และก็เฉลยตอนที่โทชิจังออกมาดึงนั่นแหละ โยจังห่มสไบเฉียงสีครีม กี๊สสสสสสสสสสสส ไหว้งดงาม คือ....ช็อตนี้เสียงผู้ชายกี๊สกระหึ่มไม่แพ้ผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ชายข้างหลังกุ

“โยชิกิ อิ อิ อิ อิ อิ” กุเติมเอคโค่ให้ด้วยละกัน คือแบบว่าเต็มเหนี่ยวมากกกกกก และหลายครั้งมาก เข้าใจนะว่าพี่เค้าชอบของเค้า แต่เราขนลุก ไม่เคยเห็นแฟนบอยกี๊สผู้ชายอ่ะ แต่ว่า....หันไปมองพี่เค้า พี่ครับ...พี่ใจมากครับ ฮา แต่ความจริงเสียงผู้ชายที่เรียกโยจัง สึจังนี่ ดังมาจากทั่วสารทิศนะ เข้าใจ...เพราะเห็นมีคนใส่เสื้อลูน่าซี มาดูคอน พี่คนนั้นต้องตะโกนเรียกสึจังแหงเลย ฮาอีกรอบ

 

แต่คือ....ไม่รู้ว่าจงใจ หรือเพราะกุวาย [Y] เข้าเส้น แบบว่าช็อตให้จิ้นเยอะมาก กุนี่กี๊สปางตายอ่ะ คือ....เรียกได้ว่าปางตายจริงๆ มีช็อตให้คิดตลอด เยอะมากกกกกกกกก โอ๊ยยยย ตายไปจริงๆ ใครจะรับผิดชอบชีวิตวายๆ (แต่ไม่หื่น) ของกุห๊า.....ฮิโรชิจังงงงงง

 

มีช่วงที่โยจังชวนพวกเราร่วมสงบนิ่งไว้อาลัยให้เหตุการณ์ที่น้ำท่วมในประเทศของเรา และมีผู้ประสบภัย และเสียชีวิตมากมาย ซึ่งวินาทีนั้นขอบอกว่าเป็น 1 นาทีที่เงียบมากกกกก ได้ยินเสียงแอร์อ่ะ เงียบแค่ไหนคิดดู และก็มีช่วงที่โยจังเล่าถึงตอนที่เจอกับโทชิจัง พาต๋า ฮิเดะซัง ไทจิซัง ฮิโรชิจัง และสึจัง ฟังแล้วก็ซึ้งนะ และก็เรื่อง ดรีม คัม ทรู วันนี้มันเป็นจริงแล้ว ทั้งความมุ่งมั่นของพวกเค้าที่อยากจะมาเมืองไทย และแฟนเอ็กซ์ชาวไทยที่ตั้งหน้าตั้งตารอกันมานับสิบปี ของคนที่ชอบมานานแล้วอ่ะถึงนะ แต่ของกุพึ่งชอบมาไม่นาน ก็เลยยังไม่ถึงอ่ะ แต่ก็รอเหมือนกัน

 

ตอนที่เห็นคอนเสิร์ตชาวบ้านเลื่อนหวั่นใจมาก กลัวว่าโยจังจะเลื่อนคอนเสิร์ต คือไอ้เลื่อนนะก็เข้าใจพวกที่มาไม่ได้เพราะน้ำท่วมเหมือนกัน แต่ว่าอีกใจนึงเราก็ไม่อยากให้เลื่อน เพราะถ้าเลื่อน อาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว อาจจะไม่มีโอกาสได้เจอฮิโรชิจังตัวเป็นๆ (แล้วคนอื่นล่ะ ไอ้คนสองมาตรฐาน) ก็คนอื่นด้วย เพราะคอนนี้คงไม่มีเลื่อน คงมีแต่ยกเลิก ถึงหน้าสมาชิกแต่ละคนจะยังปิ๊งปั๊ง เด้งดึ๋ง แต่ว่าอายุอานามก็พอสมควร รออีก 10 ปี แต่ละหน่อคงมาร้องเพลง ตีกลอง อะไรกันไม่ค่อยจะไหวแล้วละ ถ้าครั้งนี้ยกเลิก เราว่าโอกาสที่จะได้ดูในประเทศไทยเป็น 0 เลยละ

 

โล่งใจมากที่คอนเสิร์ตไม่เลื่อน ถึงจะมีคนด่าว่า น้ำท่วมอย่างนี้ยังจะดี๊ด๊ามีกระจิตกระใจไปดูคอนเสิร์ตอีกเหรอ ตอบเลยครับว่า “เออ....กุมี”

 

จากนั้นเพลงที่ไม่คิดว่าจะร้อง ก็มีโอกาสได้ฟังแบบสดๆ Forever Love….คือ ชอบเพลงนี้มาก ขนาดเอามาแต่ฟิค (อันนี้เรียกหื่นใช่ๆ ไหม 555) ตอนนั้นน้ำตาปริ่มและ แต่เตือนตัวเองตลอดเวลาว่า มาสคาร่าไม่กันน้ำ มึงอย่าร้องเด็ดขาด

 

จากนั้นก็มาถึงเพลงที่ทุกคนรอคอยจะมีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ครั้งนี้ Endless Rain เชื่อว่า สาวก x ไม่มีใครที่ร้องเพลงนี้ไม่ได้ แม้จะไม่ได้เป๊ะทั้งเพลง แต่ท่อนฮุกกุมั่นใจมากกกกกกก โอยยยยย ขอกุร้องไห้หน่อยเหอะ ไม่ไหวแล้ว จะเละก็ให้แม่งเละไป ผ้าที่พึ่งซื้อมานี่แหละ เช็ดไปก่อน ฮา..... ตั้ง 600 ใช้ให้คุ้ม  

 

จากนั้นเพลงที่ไม่คิดจริงๆ ว่าจะได้ฟังสดๆ เพราะมันยาวม๊ากกกกกกก วงไหนที่เล่นคัฟเวอร์เพลงนี้ได้ แม่งกุยอมรับว่าเก่งมากกกกก Art of Life ขนหัวลุกเลยอ่ะตอนนั้น มันเป็นเองโดยอัตโนมัติ

 

คือจะเลวไหมถ้าจะบอกว่า กุยังไม่อยากให้จบ คือรู้นะว่าพวกสมาชิก x เริ่มหมดแรงแล้ว กุเองก็เสียงหมดแล้ว แต่มันยังไม่อยากให้จบ ไม่อยากให้ความฝันที่โคตรจะสุขในครั้งนี้จบลงเลย

 

The Dream Is Over …. จบแล้วจริงๆ สินะ

 

ก็เปิดเพลง Tears และ Forever Love คลอไป พวกสมาชิกบนเวทีก็ วิ่งเล่น หลั่นล้า แจกของ ขว้างขวดน้ำ ซึ่งเห็นฮิโรชิจังขว้างกุว่าไกลแล้ว แต่ สึจัง....ขว้างได้ไกลกว่า จากที่ยืนอยู่คาดว่าไกลถึงครึ่งฮอล์ (โอว สึจังแรงเยอะขนาดนี้ ฮิโรชิจังจะเอาอยู่ไหม กี๊สสสส ลากมาวายตลอดๆ เล๊วววว)

 

จบได้ประทับใจ แต่อยากได้อังกอร์สัก 3 ชั่วโมงอ่ะ ยังไม่จุใจเลย.....

 

ปล...เมื่อกลับถึงบ้าน ถึงได้รู้ความจริงหลังถอดรองเท้าว่า เท้ากุเส้นเลือดปูด บวมเลย เส้นสีเขียวๆ  ม่วงๆ ช้ำไปหมด โห....ไม่ถูกกับส้นสูงจริงๆ นะเนี่ย วันนั้นยืนอยู่ได้ไงตั้ง 6 ชั่วโมง เยี่ยม....ลืมเจ็บ ลืมปวด ลืมตาย เจ็บนี้เพื่อฮิโรชิจัง

 

อยากเจ็บเพื่อฮิสะจัง อุ๊กี้ กับคาสึยังมั่งจัง *โลภมากสุดๆ อ่ะ* ไม่ใช่สาย M แต่ถ้าเจ็บเพื่อได้ดูพวกนี้ กุยอมเจ็บละ